ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำอะไรได้บ้าง
โทรหาธนาคารตั้งแต่เดือนที่เริ่มรู้ตัวว่าจะจ่ายไม่ไหว ไม่ใช่หลังจากค้างไปแล้วสามงวด นี่คือคำตอบที่สั้นที่สุด และเป็นจุดที่คนพลาดกันมากที่สุดพร้อมกัน เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนส่วนใหญ่จะรอจนมีจดหมายทวงถามมาถึงบ้านก่อนถึงจะกล้าติดต่อ
สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่การไปขอความเมตตาจากธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ในหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ว่าผู้ให้บริการทางการเงินต้องเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเป็นหนี้เสีย และอีกอย่างน้อย 1 ครั้งหลังเป็นหนี้เสีย ก่อนที่จะฟ้องดำเนินคดี โอนขายหนี้ หรือยึดทรัพย์
อ่านประโยคนั้นอีกรอบ เพราะมันแปลว่าคุณมีโควตาอยู่สองครั้ง และครั้งแรกจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณยังไม่เป็นหนี้เสีย ถ้ารอจนค้างเกิน 90 วัน คุณเผาโควตาแรกทิ้งไปฟรี ๆ ทั้งที่มันเป็นครั้งที่เงื่อนไขดีที่สุด
ทำไมต้องรีบ ทั้งที่ยังจ่ายไหวอยู่อีกงวดสองงวด
เพราะทางเลือกของคุณลดลงตามจำนวนวันที่ค้าง ไม่ได้ลดลงตามจำนวนเงินที่ค้าง ลองดูว่าแต่ละช่วงต่างกันยังไง
| สถานะ | ทางเลือกที่ยังเหลืออยู่ |
|---|---|
| ยังไม่ค้างเลย แต่รู้ว่าเดือนหน้าจะไม่ไหว | ปรับโครงสร้างหนี้แบบเต็มรูปแบบ ขอลดค่างวด ขอขยายเวลา หรือรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่นก็ยังทำได้ เพราะเครดิตยังสะอาด |
| ค้าง 1 ถึง 2 งวด | ยังปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามสิทธิก่อนเป็นหนี้เสีย แต่รีไฟแนนซ์ไปที่อื่นเริ่มยากแล้ว เพราะธนาคารใหม่เห็นประวัติ |
| ค้างเกิน 90 วัน กลายเป็นหนี้เสีย | เหลือสิทธิปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสียอีก 1 ครั้ง เงื่อนไขแข็งกว่าเดิม และมักต้องมีเงินก้อนมาวางบางส่วน |
| ถูกฟ้องแล้ว | ยังไกล่เกลี่ยได้ และยังขายบ้านเองได้ถ้ายังไม่ถูกยึด แต่มีค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายบวกเข้ามาในยอดหนี้ |
| ถูกยึดและกำลังจะขายทอดตลาด | เหลือทางไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี กับการหาเงินมาปิดก่อนวันขาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำไม่ทัน |
จะเห็นว่าความต่างระหว่างบรรทัดแรกกับบรรทัดสุดท้ายไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องเวลา คนที่เข้าไปคุยตั้งแต่ยังไม่ค้างมีของให้เลือกเต็มโต๊ะ ส่วนคนที่รอจนถูกยึดเหลือของอยู่สองอย่างที่แทบไม่ใช่ทางเลือก
ปรับโครงสร้างหนี้จริง ๆ แล้วมีแบบไหนบ้าง
คำว่าปรับโครงสร้างหนี้ฟังดูใหญ่ แต่จริง ๆ คือการเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนให้ตรงกับเงินที่คุณมีจริงในตอนนี้ วิธีที่ธนาคารใช้กันมีไม่กี่แบบ และแต่ละแบบมีราคาที่ต้องจ่ายต่างกัน
| วิธี | ทำอะไร | สิ่งที่ต้องแลก |
|---|---|---|
| ขยายระยะเวลาผ่อน | ยืดสัญญาออกไปอีกหลายปี ค่างวดต่อเดือนลดลงทันที | ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาสูงขึ้น และอาจติดเพดานอายุผู้กู้ |
| ลดค่างวดชั่วคราว | จ่ายน้อยลงในช่วง 6 ถึง 12 เดือน แล้วกลับมาจ่ายเท่าเดิม | ส่วนที่จ่ายไม่ครบมักถูกทบเข้าไปในยอดหนี้ ทำให้หลังหมดช่วงผ่อนปรนแล้วภาระหนักกว่าเดิม |
| พักชำระเงินต้น จ่ายแต่ดอกเบี้ย | ค่างวดลดลงเยอะที่สุดในบรรดาทุกวิธี | เงินต้นไม่ลดเลยตลอดช่วงนั้น เท่ากับซื้อเวลาด้วยเงินสด |
| ลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว | ค่างวดเท่าเดิมแต่ตัดเงินต้นได้มากขึ้น หรือปรับค่างวดลงตามอัตราใหม่ | ธนาคารให้ไม่บ่อย มักให้ควบกับการที่คุณยอมยืดสัญญาด้วย |
| รวมหนี้บ้านกับหนี้อื่น | เอาหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกสูงมารวมกับหนี้บ้านที่ดอกต่ำกว่า | หนี้ที่เคยไม่มีหลักประกัน กลายเป็นหนี้ที่มีบ้านเป็นหลักประกันแทน ผิดนัดแล้วเสี่ยงถึงบ้าน |
ข้อที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ทุกวิธีข้างบนไม่ได้ทำให้หนี้หายไป มันแค่ย้ายภาระ วิธีที่ลดค่างวดได้มากที่สุดในวันนี้ มักเป็นวิธีที่คุณจ่ายแพงที่สุดในระยะยาว ถ้าปัญหาของคุณคือรายได้สะดุดชั่วคราว เช่น ตกงานสามเดือนแล้วมีงานใหม่แน่ ๆ การพักเงินต้นเป็นเครื่องมือที่ตรงกับปัญหา แต่ถ้ารายได้ลดลงถาวร การยืดสัญญาให้ค่างวดลงมาอยู่ในระดับที่จ่ายได้จริงทุกเดือนจะตรงกว่า
อีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนเข้าไปคุยคือ ธปท. กำหนดว่าการปรับโครงสร้างหนี้ต้องไม่มีค่าธรรมเนียม ยกเว้นค่าประเมินราคาหลักประกันที่เป็นต้นทุนจริง ถ้ามีใครเรียกค่าดำเนินการเป็นก้อนจากคุณ นั่นคือสัญญาณที่ควรถามให้ชัดว่าเป็นค่าอะไร
เตรียมอะไรไปบ้าง ก่อนโทรหาธนาคาร
ความต่างระหว่างคนที่ได้เงื่อนไขดีกับคนที่ได้เงื่อนไขแข็ง ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครน่าสงสารกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครตอบคำถามของธนาคารได้ชัดกว่า เพราะสิ่งที่ธนาคารต้องตัดสินใจคือจะเชื่อได้ไหมว่าค่างวดใหม่นี้คุณจ่ายไหวจริง
- ตัวเลขค่างวดที่คุณจ่ายไหวจริงต่อเดือน คำนวณมาก่อน อย่าไปนั่งคิดหน้าโต๊ะ เอารายได้สุทธิตั้ง ลบค่าใช้จ่ายที่ตัดไม่ได้จริง ๆ ออก แล้วเหลือเท่าไหร่ให้บอกตัวเลขนั้น การบอกตัวเลขที่ต่ำเกินจริงเพื่อเผื่อไว้ จะทำให้ข้อเสนอถูกปฏิเสธเพราะยืดยังไงก็ไม่ถึง
- สาเหตุที่รายได้เปลี่ยน และมันจะกลับมาเมื่อไหร่ ตกงาน ลดเงินเดือน ธุรกิจสะดุด หรือมีคนในบ้านป่วย คำตอบนี้เป็นตัวกำหนดว่าธนาคารจะเสนอวิธีชั่วคราวหรือวิธีถาวรให้คุณ
- สลิปเงินเดือนหรือรายการเดินบัญชีย้อนหลัง โดยทั่วไป 3 ถึง 6 เดือน ถ้าเป็นอาชีพอิสระ เดินบัญชีคือหลักฐานเดียวที่คุณมี ให้เตรียมของทุกบัญชีที่เงินเข้าจริง
- รายการหนี้ทั้งหมดที่มี ทั้งบ้าน รถ บัตร และหนี้นอกระบบถ้ามี ปิดบังไว้ไม่ช่วยอะไร เพราะธนาคารเห็นเครดิตบูโรอยู่แล้ว และแผนที่คำนวณจากข้อมูลไม่ครบคือแผนที่จะพังในเดือนที่สาม
- เอกสารยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น หนังสือเลิกจ้าง ใบรับรองแพทย์ หรือหลักฐานว่ากิจการหยุด อันนี้ไม่ใช่ทุกธนาคารที่ขอ แต่มีแล้วเรื่องเดินเร็วขึ้นมาก
ขอไว้อีกอย่างคือ ให้ขอชื่อกับเบอร์ของเจ้าหน้าที่ที่คุยด้วย และขอเลขที่เรื่องทุกครั้ง การคุยที่ไม่มีร่องรอยคือการคุยที่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เปลี่ยนคน
ช่องทางที่ใช้ได้จริง และช่องทางที่ใช้กับหนี้บ้านไม่ได้
ตรงนี้มีความเข้าใจผิดที่ทำให้คนเสียเวลาไปหลายสัปดาห์ เพราะโครงการช่วยลูกหนี้ของ ธปท. มีหลายตัวและชื่อคล้ายกัน แต่ไม่ได้ครอบคลุมหนี้บ้านทุกตัว
| ช่องทาง | ใช้กับหนี้บ้านได้ไหม |
|---|---|
| ติดต่อธนาคารเจ้าหนี้โดยตรงเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ | ได้ และเป็นช่องทางหลักสำหรับหนี้บ้าน |
| ทางด่วนแก้หนี้ ของ ธปท. | ได้ ใช้เมื่อติดต่อธนาคารเองแล้วไม่คืบ ถือเป็นการส่งเรื่องให้ธนาคารกลับมาติดต่อคุณ |
| คลินิกแก้หนี้ | ไม่ได้ ครอบคลุมเฉพาะบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน |
| โครงการปิดจบหนี้เรื้อรัง | ไม่ได้ เป็นเรื่องของสินเชื่อหมุนเวียนที่จ่ายดอกมากกว่าเงินต้นมานาน |
| ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี | ได้ แต่เป็นด่านหลัง ใช้เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการแล้ว |
สรุปสั้น ๆ คือหนี้บ้านมีหลักประกัน จึงไม่เข้าโครงการที่ออกแบบมาสำหรับหนี้ไม่มีหลักประกัน ใครที่ไปสมัครคลินิกแก้หนี้เพราะผ่อนบ้านไม่ไหวจะถูกปฏิเสธ แล้วเสียเวลาไปเปล่า ๆ ในช่วงที่เวลามีค่าที่สุด
ถ้าจ่ายไม่ไหวจริง ๆ การขายเองดีกว่าการปล่อยให้ยึด
ข้อนี้ตรงไปตรงมาแต่คนยอมรับกันช้า การขายบ้านของตัวเองในตลาดปกติ กับการปล่อยให้ธนาคารยึดไปขายทอดตลาด เป็นคนละเรื่องกันในแง่ราคาที่ได้
- คุณคุมราคาและคุมเวลาได้ ตั้งราคาเอง เลือกรับข้อเสนอเอง และเลือกวันโอนเองได้ ส่วนการขายทอดตลาดคุณไม่มีสิทธิ์อะไรในสามเรื่องนั้นเลย
- ผู้ซื้อในตลาดปกติกับผู้ซื้อในการขายทอดตลาดคนละกลุ่มกัน คนที่ซื้อบ้านไว้อยู่เองยอมจ่ายตามสภาพบ้าน ส่วนคนที่ประมูลทรัพย์ตั้งใจซื้อถูกเพื่อไปขายต่อ เขาจึงคำนวณราคาจากส่วนต่างที่ต้องได้ ไม่ใช่จากคุณค่าของบ้าน
- เงินส่วนที่เหลือหลังปิดหนี้เป็นของคุณ ถ้าขายได้มากกว่ายอดหนี้คงเหลือ ส่วนต่างกลับมาที่คุณ ยิ่งขายได้ราคาดี เงินที่เหลือติดมือไปตั้งต้นใหม่ยิ่งมาก
- ไม่ต้องมีเงินก้อนมาไถ่ถอนก่อน จุดนี้คนเข้าใจผิดกันเยอะ การขายบ้านที่ยังติดจำนองทำได้ โดยไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดินในวันโอน ใช้เงินของผู้ซื้อปิดหนี้ธนาคารตรงนั้นเลย
รายละเอียดขั้นตอนการขายทั้งที่ยังผ่อนอยู่ อยู่ใน ขายคอนโดที่ยังติดจำนอง ต้องเตรียมอะไร ส่วนถ้าอยากเห็นว่าฝั่งคนซื้อทรัพย์ขายทอดตลาดเขาคิดยังไง อ่านได้ที่ ซื้อ NPA กับประมูลทรัพย์ ต่างกันยังไง ซึ่งจะทำให้เห็นชัดว่าทำไมราคาถึงต่างกันมาก
ถ้าถึงจุดที่ต้องขาย ให้ขายตอนที่ยังมีเวลา ไม่ใช่ตอนที่เหลือสามสัปดาห์ก่อนวันขายทอดตลาด บ้านที่ประกาศขายแบบมีเวลาให้เลือกผู้ซื้อ กับบ้านที่ต้องขายให้ได้ภายในเดือนนี้ ได้ราคาไม่เท่ากัน
ข้อกฎหมายข้อเดียวที่ควรเปิดสัญญาไปดู
คนจำนวนมากเชื่อว่าถ้าบ้านถูกยึดไปขายทอดตลาดแล้ว เรื่องจบ หนี้หมด เริ่มต้นใหม่ได้ ความเชื่อนี้มีที่มาจริง แต่ไม่ครบ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 วางหลักไว้ว่า ถ้าเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนที่ค้างชำระ เงินที่ยังขาดอยู่นั้น ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ฟังแล้วเหมือนจบ
แต่มาตรานี้ไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาจึงตกลงยกเว้นกันได้ และในทางปฏิบัติ สัญญาจำนองของสถาบันการเงินมักเขียนข้อตกลงทำนองว่า ถ้าขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอ ผู้จำนองยอมรับผิดในส่วนที่ขาด ข้อตกลงแบบนี้บังคับกันได้ ไม่เป็นโมฆะ
แปลว่าคำตอบของคำถาม "เสียบ้านไปแล้วหนี้จบไหม" ไม่ได้อยู่ในตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ในสัญญาจำนองที่คุณเซ็นไว้ในวันโอน สิ่งที่ควรทำคือรื้อแฟ้มออกมาอ่านหมวดที่พูดถึงกรณีบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่ครบ เพราะถ้าสัญญาของคุณมีข้อนั้น การปล่อยให้ยึดไม่ได้แปลว่าเรื่องจบ มันแปลว่าคุณเสียบ้านไปแล้วยังเหลือหนี้อยู่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แย่กว่าการขายเองอย่างเทียบกันไม่ติด
สิ่งที่ไม่ควรทำ แม้จะรู้สึกว่าช่วยได้ในตอนนั้น
- อย่ากู้นอกระบบมาจ่ายค่างวด อัตราดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบสูงกว่าดอกเบี้ยบ้านหลายเท่า การเอาหนี้แพงมาจ่ายหนี้ถูกคือการเร่งปัญหาให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ชะลอ
- อย่ากดบัตรเครดิตมาผ่อนบ้าน เหตุผลเดียวกัน แค่ดูสุภาพกว่า และมันจะทำให้เครดิตของคุณแย่ลงพร้อมกันสองทาง
- อย่าหยุดรับสายและอย่าปล่อยจดหมายทิ้งไว้ไม่เปิด การเงียบไม่ได้ทำให้เรื่องหายไป มันแค่ทำให้ธนาคารมีเอกสารครบว่าติดต่อคุณแล้วและคุณไม่ตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในชั้นศาลได้
- อย่าเชื่อคนที่บอกว่ารับปิดหนี้ให้โดยขอโอนบ้านไว้ก่อน การโอนบ้านให้คนอื่นถือแทนโดยหวังจะซื้อคืน คือรูปแบบที่คนเสียบ้านถาวรกันมามากที่สุด ถ้าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ปรึกษาคนที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับดีลนั้นก่อน
- อย่ารอให้ครบสามงวดเพราะคิดว่ายังไม่เป็นไร วันที่ 91 คือวันที่คุณเปลี่ยนสถานะ และเงื่อนไขที่คุณจะได้หลังจากนั้นแข็งกว่าเดิมเสมอ
ถ้าปัญหายังไม่ถึงขั้นวิกฤต ยังมีทางที่เบากว่านี้
บางคนไม่ได้จ่ายไม่ไหว แค่ค่างวดหนักเกินไปจนไม่เหลืออะไรเลยในแต่ละเดือน กรณีแบบนี้ยังไม่ต้องไปถึงการปรับโครงสร้างหนี้ ลองดูสองทางนี้ก่อน
ทางแรกคือขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ซึ่งเรียกกันว่า retention ทำได้เมื่อพ้นช่วงดอกเบี้ยโปรโมชันแล้วและประวัติการผ่อนยังดี ใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องประเมินราคาใหม่ ทางที่สองคือรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น ซึ่งมักได้อัตราดีกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลานานกว่า ทั้งสองทางเทียบกันไว้แล้วใน รีไฟแนนซ์บ้าน จังหวะไหนคุ้มและต้องเตรียมอะไร
ข้อควรรู้คือ ธปท. กำหนดว่าการชำระหนี้ก่อนกำหนดต้องไม่มีค่าปรับ ยกเว้นกรณีรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านภายใน 3 ปีแรก ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่เขียนไว้ชัด ดังนั้นถ้าคุณผ่อนมาเกินสามปีแล้ว การย้ายธนาคารไม่ควรมีค่าปรับจากฝั่งเจ้าหนี้เดิม
ถ้าประเมินแล้วว่าบ้านหลังนี้ใหญ่เกินกำลังไปตั้งแต่ต้น การขายแล้วย้ายไปหลังที่ภาระเบากว่าไม่ใช่ความล้มเหลว เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ดูบ้านที่ประกาศขายได้ที่ บ้านขาย และ ทาวน์เฮาส์ขาย หรือถ้าอยากให้ช่วยดูราคาและจัดการขายให้ ดูบริการได้ที่ รับฝากขายบ้าน
คำถามที่พบบ่อย
ค้างค่างวดกี่เดือนถึงจะถูกฟ้อง
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปหนี้จะถูกจัดเป็นหนี้เสียเมื่อค้างเกิน 90 วัน และธนาคารมักส่งหนังสือบอกกล่าวก่อนดำเนินคดี ธปท. กำหนดว่าก่อนจะฟ้อง โอนขายหนี้ หรือยึดทรัพย์ ธนาคารต้องเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้แล้วอย่างน้อย 1 ครั้งหลังเป็นหนี้เสีย
ปรับโครงสร้างหนี้แล้วเสียประวัติเครดิตไหม
การเข้าปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย เสียหายน้อยกว่าการปล่อยให้ค้างจนเป็นหนี้เสียมาก เพราะสถานะที่บันทึกไว้ต่างกัน การรอจนค้างครบ 90 วันคือทางที่กระทบประวัติหนักที่สุด
คลินิกแก้หนี้ช่วยเรื่องหนี้บ้านได้ไหม
ไม่ได้ คลินิกแก้หนี้ครอบคลุมเฉพาะบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หนี้บ้านต้องคุยกับธนาคารเจ้าหนี้โดยตรง
ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้กี่ครั้ง
ธปท. กำหนดขั้นต่ำไว้ที่อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเป็นหนี้เสีย และอย่างน้อย 1 ครั้งหลังเป็นหนี้เสีย นั่นคือขั้นต่ำที่ธนาคารต้องเสนอ ไม่ใช่เพดานสูงสุดที่ขอได้
ปรับโครงสร้างหนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมไหม
ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. การปรับโครงสร้างหนี้ต้องไม่มีค่าธรรมเนียม ยกเว้นค่าประเมินราคาหลักประกันที่เป็นต้นทุนจริงและต้องแจ้งล่วงหน้า
บ้านถูกขายทอดตลาดแล้วหนี้หมดเลยไหม
ขึ้นอยู่กับสัญญาจำนองของคุณ มาตรา 733 วางหลักว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด แต่คู่สัญญาตกลงยกเว้นกันได้ และสัญญาของสถาบันการเงินมักมีข้อตกลงให้รับผิดในส่วนที่ขาด ต้องเปิดสัญญาดูเอง
ขายบ้านที่ยังผ่อนอยู่ได้ไหม
ได้ โดยไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดินในวันโอน ใช้เงินของผู้ซื้อปิดหนี้ธนาคารในวันนั้นเลย ผู้ขายไม่ต้องหาเงินก้อนมาปิดก่อน
ถ้าธนาคารไม่ยอมคุยด้วยเลย ทำยังไง
ใช้ช่องทางทางด่วนแก้หนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการส่งเรื่องให้ผู้ให้บริการกลับมาติดต่อคุณ และเก็บหลักฐานทุกครั้งที่พยายามติดต่อไว้ให้ครบ
สรุปสิ่งที่ต้องจำ
- โทรหาธนาคารตั้งแต่เดือนที่รู้ว่าจะไม่ไหว อย่ารอให้ค้าง เพราะทางเลือกลดลงตามจำนวนวันที่ค้าง
- ปรับโครงสร้างหนี้เป็นสิ่งที่ ธปท. กำหนดให้ธนาคารต้องเสนอ อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเป็นหนี้เสีย และอีก 1 ครั้งหลังเป็นหนี้เสีย
- ทุกวิธีลดค่างวดคือการย้ายภาระ ไม่ใช่การลบหนี้ วิธีที่เบาที่สุดวันนี้มักแพงที่สุดในระยะยาว
- คำนวณตัวเลขที่จ่ายไหวจริงไปก่อน และขอเลขที่เรื่องทุกครั้งที่คุย
- คลินิกแก้หนี้กับโครงการปิดจบหนี้เรื้อรังใช้กับหนี้บ้านไม่ได้ อย่าเสียเวลาไปสมัคร
- ถ้าต้องขาย ขายเองได้ราคาดีกว่าปล่อยให้ยึด และขายบ้านที่ยังติดจำนองทำได้โดยไถ่ถอนวันโอน
- เปิดสัญญาจำนองอ่านข้อที่ว่าด้วยส่วนที่ขาดหลังบังคับจำนอง เพราะมันตอบคำถามว่าเสียบ้านแล้วหนี้จบหรือไม่