MRTA ต้องทำไหม ธนาคารบังคับได้หรือเปล่า
ไม่ต้อง และธนาคารบังคับไม่ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดว่าสถาบันการเงินจะบังคับให้ลูกค้าทำประกันเป็นเงื่อนไขของการอนุมัติสินเชื่อไม่ได้ ไม่มีกฎหมายฉบับไหนกำหนดให้คนกู้บ้านต้องทำ MRTA
แต่คำตอบนี้ไม่ได้แปลว่าไม่ควรทำ มันแปลว่าคุณเป็นคนเลือก และการเลือกให้ถูกต้องใช้การคำนวณ ไม่ใช่การเดา
ถ้าบังคับไม่ได้ แล้วทำไมถึงรู้สึกเหมือนถูกบังคับ
เพราะสิ่งที่ธนาคารทำไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการเสนอราคาสองแบบ แบบที่ทำประกันได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าแบบที่ไม่ทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้และไม่ผิดอะไร ปัญหาอยู่ที่วิธีพูดมากกว่า
ประโยคที่คุณมักจะได้ยินคือ "เคสนี้ต้องมี MRTA ถึงจะผ่าน" ซึ่งฟังเหมือนเงื่อนไขการอนุมัติ ทั้งที่ความจริงคือ "ถ้าไม่ทำ อัตราดอกเบี้ยจะเป็นอีกอัตราหนึ่ง" สองประโยคนี้ต่างกันมาก และคุณมีสิทธิขอให้เขาพูดแบบที่สองให้ชัด
วิธีจัดการที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือขอใบเสนอเงื่อนไขสองชุด ชุดหนึ่งทำ MRTA ชุดหนึ่งไม่ทำ โดยระบุอัตราดอกเบี้ยของแต่ละชุดเป็นลายลักษณ์อักษร คำขอนี้เป็นคำขอที่สมเหตุสมผลและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานตรงไปตรงมาจะให้ได้ ถ้าขอแล้วได้แต่คำพูดลอย ๆ นั่นคือสัญญาณ
ตัวเลขที่ต้องคำนวณ ก่อนตัดสินใจ
MRTA จ่ายเบี้ยครั้งเดียวก้อนใหญ่ตอนต้นสัญญา และคนส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายด้วยเงินสด แต่กู้รวมเข้าไปในวงเงินสินเชื่อ ซึ่งเป็นจุดที่ต้นทุนจริงต่างจากตัวเลขบนใบเสนอราคา เพราะเบี้ยที่กู้มาก็ต้องเสียดอกเบี้ยเหมือนเงินก้อนอื่นในสินเชื่อ
ลองสมมติให้เห็นภาพ กู้ 3 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี เบี้ย MRTA คุ้มครองเต็มวงเงินตลอดอายุสัญญาอยู่ที่ 150,000 บาท ถ้ากู้รวมเข้าไป วงเงินกลายเป็น 3,150,000 บาท และเบี้ยก้อนนั้นจะถูกคิดดอกเบี้ยตลอด 30 ปีเช่นกัน ที่อัตราเฉลี่ยราวร้อยละ 5 ต่อปี ดอกเบี้ยที่เกิดจากเบี้ยประกันก้อนเดียวนี้จะสูงกว่าตัวเบี้ยเองเสียอีกเมื่อคิดตลอดอายุสัญญา
ทีนี้ดูอีกฝั่ง ถ้าการทำ MRTA ทำให้ดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.25 ต่อปี บนวงเงิน 3 ล้านบาท ส่วนลดนั้นคิดเป็นเงินหลายพันบาทต่อปีในช่วงต้นที่ยอดหนี้ยังสูง และลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเงินต้นลด
สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการเทียบสองก้อนนี้ตรง ๆ ไม่ใช่การถามว่าประกันดีหรือไม่ดี ขอให้เจ้าหน้าที่ทำตารางค่างวดให้ดูทั้งสองแบบ แล้วดูตัวเลขดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาของทั้งสองใบ ตัวเลขนั้นตอบคำถามได้ทันทีว่าส่วนลดคุ้มกับเบี้ยหรือไม่ และมันต่างกันในแต่ละเคส ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
สามคำถามที่ตอบแล้วรู้เองว่าควรทำหรือไม่
ก่อนจะไปที่ตัวเลข มีสามคำถามที่ตอบตัวเองได้ในสองนาที และมันเปลี่ยนคำตอบมากกว่าส่วนลดดอกเบี้ยด้วยซ้ำ
ถ้าคุณเสียชีวิตพรุ่งนี้ ใครต้องผ่อนบ้านหลังนี้ต่อ ถ้าคำตอบคือไม่มีใคร เพราะคุณอยู่คนเดียวและไม่มีใครต้องรับภาระ ประโยชน์หลักของ MRTA แทบไม่มีผลกับคุณ แต่ถ้าคำตอบคือคู่สมรสที่รายได้ไม่พอผ่อนคนเดียว หรือพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว นั่นคือเหตุผลที่แท้จริงของประกันตัวนี้ ไม่ใช่ส่วนลดดอกเบี้ย
คุณมีประกันชีวิตอยู่แล้วหรือเปล่า และทุนประกันเท่าไหร่ ถ้ามีประกันชีวิตทุน 5 ล้านอยู่แล้วและหนี้บ้าน 3 ล้าน คนข้างหลังมีเงินปิดบ้านได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องมี MRTA ซ้อนอีกชั้น กรณีนี้เงินที่จะจ่ายเป็นเบี้ย MRTA อาจใช้ได้คุ้มกว่าถ้าเอาไปโปะเงินต้น
เป็นการกู้ร่วมหรือเปล่า ถ้ากู้ร่วม ให้ดูให้ชัดว่ากรมธรรม์คุ้มครองใคร คุ้มครองคนเดียวหรือทั้งสองคน และคุ้มครองสัดส่วนเท่าไหร่ เพราะการกู้ร่วมแล้วทำประกันคุ้มครองแค่คนเดียว หมายความว่าถ้าอีกคนเสียชีวิต หนี้ก็ยังอยู่ครบ กลไกของการกู้ร่วมและความรับผิดของแต่ละคน อยู่ใน กู้ร่วมซื้อบ้าน สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเซ็น
อ่านอะไรในกรมธรรม์ ก่อนเซ็น
คนส่วนใหญ่เซ็น MRTA โดยไม่เคยเปิดกรมธรรม์อ่าน เพราะมันมาพร้อมกองเอกสารสินเชื่อและเซ็นไปพร้อมกันหมด สี่จุดนี้คือจุดที่ต่างกันจริงระหว่างกรมธรรม์แต่ละฉบับ
- ทุนประกันเทียบกับวงเงินกู้ บางแบบคุ้มครองเต็มวงเงิน บางแบบคุ้มครองร้อยละ 70 ถึง 80 ซึ่งเบี้ยถูกกว่าแต่ถ้าเกิดเหตุจริง คนข้างหลังยังเหลือหนี้ส่วนที่เหลือให้ผ่อนต่อ ต้องรู้ว่าคุณกำลังซื้อแบบไหน
- ระยะเวลาคุ้มครองเทียบกับระยะเวลากู้ สัญญากู้ 30 ปีแต่กรมธรรม์คุ้มครอง 15 ปี เป็นเรื่องที่พบได้และไม่ผิด แต่แปลว่าอีกครึ่งหลังของสัญญาคุณไม่มีความคุ้มครองแล้ว ทั้งที่คิดว่ามี
- เงื่อนไขทุพพลภาพ บางแบบคุ้มครองเฉพาะเสียชีวิต บางแบบรวมทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงด้วย ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะการทุพพลภาพทำให้รายได้หายไปเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย
- ข้อยกเว้น ทุกกรมธรรม์มีเงื่อนไขที่ไม่คุ้มครอง เช่น การเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนดจากบางสาเหตุ หรือโรคที่เป็นมาก่อนทำประกันและไม่ได้แถลง ข้อหลังนี้สำคัญมาก เพราะการไม่แถลงประวัติสุขภาพตามจริงคือเหตุให้บริษัทปฏิเสธการจ่ายได้
ข้อสุดท้ายควรขยายความ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทำผิดโดยไม่ตั้งใจ ตอนกรอกใบคำขอ ถ้ามีประวัติการรักษาหรือโรคประจำตัว ให้แถลงตามจริงเสมอ แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่าไม่ต้องใส่ก็ตาม เพราะคนที่รับผลของการไม่แถลงคือครอบครัวของคุณในวันที่เคลมไม่ได้ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คนนั้น
ลดหย่อนภาษีได้ แต่ได้ปีเดียว
เบี้ย MRTA นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ในหมวดเบี้ยประกันชีวิต ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี รวมกับเบี้ยประกันชีวิตอื่นที่มีอยู่แล้ว โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย
จุดที่คนมักไม่ทันคิดคือ MRTA จ่ายเบี้ยครั้งเดียว จึงลดหย่อนได้ในปีภาษีที่จ่ายเท่านั้น ไม่ใช่ทุกปีตลอดอายุกรมธรรม์ และถ้าปีนั้นคุณใช้สิทธิเบี้ยประกันชีวิตเต็มเพดาน 100,000 บาทไปแล้วจากกรมธรรม์อื่น เบี้ย MRTA ส่วนที่เกินก็ลดหย่อนไม่ได้
เก็บใบเสร็จและหนังสือรับรองการชำระเบี้ยไว้ให้ดี เพราะเป็นเอกสารที่ต้องใช้ตอนยื่นภาษี และเป็นสิ่งที่หายง่ายที่สุดในกองเอกสารวันโอน
ถ้ารีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น MRTA เดิมยังอยู่ไหม
กรมธรรม์ยังมีผลอยู่ เพราะมันเป็นสัญญาระหว่างคุณกับบริษัทประกัน ไม่ใช่กับธนาคาร แต่ผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ยังเป็นธนาคารเดิมอยู่ ซึ่งต้องแก้ให้ตรงกับความจริงใหม่
สิ่งที่ต้องทำคือแจ้งบริษัทประกันเพื่อเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ให้เป็นธนาคารใหม่ตามที่สัญญาสินเชื่อใหม่กำหนด และธนาคารใหม่บางแห่งอาจยอมรับกรมธรรม์เดิม บางแห่งขอให้ทำใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรถามตั้งแต่ก่อนตัดสินใจย้าย เพราะถ้าต้องทำใหม่ ต้นทุนก้อนนั้นต้องเอาไปรวมในการคำนวณว่าการรีไฟแนนซ์คุ้มหรือไม่ วิธีคำนวณอยู่ใน รีไฟแนนซ์บ้าน จังหวะไหนคุ้มและต้องเตรียมอะไร
อีกกรณีคือถ้าปิดหนี้ก่อนกำหนด เช่น ขายบ้านหรือโปะหมด กรมธรรม์ที่ยังเหลือระยะเวลาคุ้มครองอยู่อาจขอเวนคืนได้บางส่วนตามเงื่อนไข ให้ถามบริษัทประกันโดยตรง อย่าปล่อยทิ้ง เพราะหลายคนลืมว่าตัวเองยังมีกรมธรรม์ก้อนนี้อยู่
และถ้าตอนนี้กำลังผ่อนไม่ไหวจนคิดเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ ให้รู้ไว้ว่า MRTA ไม่ได้ช่วยเรื่องนั้น มันคุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ไม่ได้คุ้มครองกรณีขาดรายได้ ทางเลือกสำหรับกรณีนั้นอยู่ใน ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำอะไรได้บ้าง
คำถามที่พบบ่อย
ธนาคารบอกว่าไม่ทำ MRTA แล้วกู้ไม่ผ่าน จริงไหม
ไม่จริง ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าสถาบันการเงินบังคับให้ทำประกันเป็นเงื่อนไขของการอนุมัติสินเชื่อไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเสนออัตราดอกเบี้ยต่างกันระหว่างทำกับไม่ทำ ให้ขอเงื่อนไขทั้งสองแบบเป็นลายลักษณ์อักษร
ทำ MRTA แล้วคุ้มไหม
ขึ้นกับสองอย่าง คือส่วนลดดอกเบี้ยที่ได้ เทียบกับเบี้ยบวกดอกเบี้ยของเบี้ยที่กู้รวมเข้าไป และคำถามว่าถ้าคุณไม่อยู่ ใครต้องผ่อนบ้านต่อ ขอตารางค่างวดทั้งสองแบบมาเทียบดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา
จ่ายเบี้ยเป็นเงินสดกับกู้รวมไปในสินเชื่อ ต่างกันยังไง
ถ้ากู้รวมไป เบี้ยก้อนนั้นถูกคิดดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาเหมือนเงินต้นก้อนอื่น ต้นทุนจริงจึงสูงกว่าตัวเลขเบี้ยบนใบเสนอราคามาก ถ้ามีเงินสดพอ การจ่ายสดถูกกว่าเสมอ
MRTA ลดหย่อนภาษีได้ไหม
ได้ในหมวดเบี้ยประกันชีวิต ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีรวมกับประกันชีวิตอื่น โดยกรมธรรม์ต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปและทำกับบริษัทในประเทศไทย และเนื่องจากจ่ายครั้งเดียว จึงลดหย่อนได้เฉพาะปีที่จ่าย
กู้ร่วมสองคน ต้องทำประกันทั้งคู่ไหม
ไม่บังคับ แต่ถ้าทำคนเดียว หมายความว่าถ้าอีกคนเสียชีวิต หนี้ยังอยู่ครบ ให้ดูในกรมธรรม์ว่าคุ้มครองใครและสัดส่วนเท่าไหร่ก่อนตัดสินใจ
รีไฟแนนซ์แล้ว MRTA เดิมใช้ต่อได้ไหม
กรมธรรม์ยังมีผล แต่ผู้รับประโยชน์ยังเป็นธนาคารเดิม ต้องแจ้งเปลี่ยน และธนาคารใหม่บางแห่งยอมรับของเดิม บางแห่งขอให้ทำใหม่ ควรถามก่อนตัดสินใจย้าย
ปิดหนี้ก่อนกำหนด ได้เบี้ยคืนไหม
กรมธรรม์ที่ยังเหลือระยะเวลาคุ้มครองอาจขอเวนคืนได้บางส่วนตามเงื่อนไขของแต่ละแบบ ให้ติดต่อบริษัทประกันโดยตรง อย่าปล่อยทิ้งไว้
MRTA ช่วยตอนผ่อนไม่ไหวไหม
ไม่ช่วย มันคุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพตามเงื่อนไข ไม่ได้คุ้มครองกรณีขาดรายได้หรือตกงาน กรณีนั้นต้องคุยเรื่องปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร
สรุปสั้น ๆ
- ไม่ต้องทำก็ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าบังคับทำประกันเป็นเงื่อนไขอนุมัติสินเชื่อไม่ได้
- ที่รู้สึกเหมือนบังคับ เพราะธนาคารเสนอดอกเบี้ยสองอัตรา ให้ขอเงื่อนไขทั้งสองแบบเป็นลายลักษณ์อักษร
- ถ้ากู้เบี้ยรวมไปในสินเชื่อ ต้นทุนจริงสูงกว่าตัวเลขบนใบเสนอราคามาก เพราะเบี้ยก้อนนั้นเสียดอกเบี้ยด้วย
- คำถามที่แท้จริงคือถ้าคุณไม่อยู่ ใครต้องผ่อนบ้านต่อ ไม่ใช่ว่าส่วนลดดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์
- ตรวจสี่จุดในกรมธรรม์ คือทุนประกันเทียบวงเงิน ระยะคุ้มครองเทียบระยะกู้ เงื่อนไขทุพพลภาพ และข้อยกเว้น
- แถลงประวัติสุขภาพตามจริงเสมอ เพราะคนที่รับผลของการไม่แถลงคือครอบครัวคุณในวันที่เคลมไม่ได้
- ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทรวมกับประกันชีวิตอื่น และได้เฉพาะปีที่จ่ายเบี้ย