ค่าฝุ่นเท่าไหร่ถึงเรียกว่าอันตราย

ประเทศไทยกำหนดมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปไว้ที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 เกินกว่านั้นคือเกินมาตรฐาน

กรมควบคุมมลพิษออกประกาศดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย พ.ศ. 2566 ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเป็นตารางที่สีบนแอปทั้งหลายอ้างอิงถึง

AQIสีPM2.5 (มคก./ลบ.ม.)ความหมาย
0 ถึง 25ฟ้า0 ถึง 15คุณภาพอากาศดีมาก
26 ถึง 50เขียว15 ถึง 25คุณภาพอากาศดี
51 ถึง 100เหลือง25.1 ถึง 37.5คุณภาพอากาศปานกลาง
101 ถึง 200ส้ม37.6 ถึง 75เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
201 ขึ้นไปแดง75.1 ขึ้นไปมีผลกระทบต่อสุขภาพ

สังเกตว่าช่วงสีส้มกว้างมาก ครอบตั้งแต่ 37.6 ถึง 75 ไมโครกรัม ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าจริงเพิ่มขึ้นเท่าตัวแต่สีบนแอปยังส้มเหมือนเดิม วันที่ค่าอยู่ที่ 40 กับวันที่ค่าอยู่ที่ 74 หน้าจอบอกคุณเหมือนกัน แต่ปริมาณฝุ่นที่คุณหายใจต่างกันเกือบสองเท่า

ทำไมสองแอปบอกค่าไม่ตรงกัน ทั้งที่ยืนอยู่ที่เดียวกัน

เพราะ AQI ไม่ใช่หน่วยวัดฝุ่น แต่เป็นตัวเลขที่แปลงมาจากค่าฝุ่นอีกทีหนึ่ง และแต่ละประเทศใช้เกณฑ์การแปลงคนละชุด

ตารางข้างบนคือเกณฑ์ของไทย ส่วนแอปต่างประเทศจำนวนมากใช้เกณฑ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแบ่งช่วงไม่เหมือนกันเลย ผลคืออากาศชุดเดียวกันวัดได้ค่าไมโครกรัมเท่ากันเป๊ะ แต่แอปหนึ่งขึ้นเลขหนึ่ง อีกแอปขึ้นอีกเลขหนึ่ง และบางทีคนละสีด้วย

วิธีแก้ง่ายมาก เลิกเทียบกันที่เลข AQI แล้วไปเทียบกันที่ค่าไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรแทน ค่านั้นเป็นการวัดจริงและเทียบข้ามแอปได้ตรง ๆ แอปที่ดีจะแสดงค่านี้ให้ดูด้วยเสมอ ถ้าแอปไหนแสดงแต่เลข AQI โดยไม่บอกค่าไมโครกรัม ให้ระวังไว้ว่าคุณกำลังอ่านตัวเลขที่เทียบกับอะไรไม่ได้เลย

มาตรฐานไทยห่างจากที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอยู่เท่าไหร่

องค์การอนามัยโลกปรับคำแนะนำคุณภาพอากาศเมื่อปี 2564 โดยแนะนำค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 5

ค่าเฉลี่ยมาตรฐานไทยคำแนะนำ WHO
24 ชั่วโมง37.515
รายปี155

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นว่าวันที่ค่าฝุ่นอยู่ที่ 30 ไมโครกรัม แอปจะขึ้นสีเหลืองและบอกว่าคุณภาพอากาศปานกลาง เพราะยังไม่เกินมาตรฐานไทย แต่ค่านั้นเกินคำแนะนำของ WHO ไปแล้วเท่าตัว

ไม่ได้แปลว่ามาตรฐานไทยผิด มาตรฐานของแต่ละประเทศตั้งจากสิ่งที่ทำได้จริงในบริบทของประเทศนั้นด้วย แต่แปลว่า "ไม่เกินมาตรฐาน" กับ "ปลอดภัย" เป็นคนละเรื่องกัน และถ้าในบ้านมีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนเป็นหอบหืด การใช้เส้น 37.5 เป็นเกณฑ์ตัดสินใจอาจสายเกินไป

วิวเมืองกรุงเทพจากระเบียงคอนโดในวันที่อากาศขมุกขมัว ตึกไกลออกไปเลือนหายในหมอกฝุ่น

คอนโดชั้นสูงอากาศดีกว่าจริงไหม

คำตอบสั้นคือไม่แน่ และงานวิจัยไม่ได้สนับสนุนความเชื่อนี้อย่างที่คนคิด

ความเชื่อว่ายิ่งสูงยิ่งสะอาดมาจากตรรกะเรื่องการเจือจาง ซึ่งพอมีเหตุผลอยู่บ้างในพื้นที่โล่ง งานที่วัดค่าตามความสูงพบว่าแนวโน้มลดลงตามความสูงชัดกว่าในพื้นที่เปิดโล่ง แต่ในเมืองหนาแน่นแนวโน้มนั้นอ่อนลงมาก

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือมีงานที่พบผลตรงข้าม การวัดค่าตามความสูงบริเวณใกล้ทางด่วนพบว่าค่า PM2.5 ที่ความสูง 15 เมตร สูงกว่า ระดับพื้นดินราวร้อยละ 30 ในสภาพจราจรบางแบบ ส่วนงานที่วัดในอาคารสูงย่านที่พักอาศัยในเมืองพบว่าค่าสูงสุดมักอยู่ที่สองชั้นล่างสุด

สรุปให้ใช้งานได้คือ ความสูงของชั้นไม่ใช่ตัวแปรที่คุณควรจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้ออากาศ ฝุ่นในฤดูฝุ่นของกรุงเทพเป็นหมอกควันระดับภูมิภาคที่ปกคลุมทั้งเมือง ไม่ใช่ควันที่ลอยอยู่แค่ระดับถนน ชั้น 30 กับชั้น 8 ในวันแบบนั้นเจอเหมือนกัน

สิ่งที่ชั้นสูงช่วยได้จริงคือเรื่องอื่น เช่น เสียง ฝุ่นหยาบจากถนน กลิ่น และความเป็นส่วนตัว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดีในการเลือกชั้น แต่อย่าเอาเรื่อง PM2.5 มาเป็นเหตุผลหลัก

สิ่งที่มีผลมากกว่าชั้นที่คุณอยู่

  • ระยะจากถนนใหญ่ ฝุ่นจากการจราจรเข้มข้นที่สุดในระยะใกล้ถนนและเจือจางลงเร็วเมื่อห่างออกไป ห้องที่หันเข้าซอยหรือหันเข้าคอร์ทกลางอาคาร ต่างจากห้องที่หันออกถนนใหญ่มากกว่าที่คนคิด
  • ด้านไหนของอาคาร อาคารเดียวกันชั้นเดียวกัน ห้องฝั่งถนนกับฝั่งตรงข้ามเจอไม่เท่ากัน ตอนดูห้องให้ถามว่าหน้าต่างเปิดออกไปเจออะไร ไม่ใช่แค่วิวสวยไหม
  • ทางออกลานจอดรถและช่องระบายอากาศของอาคาร ห้องที่อยู่เหนือทางรถออกหรือใกล้ปล่องระบายของชั้นจอดรถ รับไอเสียสะสมทุกวันโดยไม่เกี่ยวกับฤดูฝุ่น
  • ไซต์ก่อสร้างข้างเคียง เป็นแหล่งฝุ่นที่มาแล้วอยู่เป็นปี ตอนดูห้องให้มองรอบ ๆ ว่ามีที่ดินเปล่าที่กำลังจะขึ้นโครงการหรือไม่
  • หน้าต่างปิดได้สนิทหรือเปล่า ข้อนี้ตรวจได้ทันทีตอนดูห้อง ปิดหน้าต่างแล้วลองดูว่ามีช่องแสงลอดตามขอบไหม บานเลื่อนเก่าที่ยางเสื่อมคือช่องทางที่ฝุ่นเข้าตลอดเวลา

คำนวณเครื่องฟอกอากาศให้พอกับห้อง แทนที่จะเดาจากป้ายราคา

ตัวเลขที่ต้องดูคือ CADR ซึ่งย่อมาจากอัตราการส่งอากาศสะอาด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ผู้ผลิตที่จริงจังจะระบุค่านี้ไว้ ส่วนที่เขียนว่า "เหมาะกับห้อง 40 ตารางเมตร" เฉย ๆ โดยไม่บอก CADR คือตัวเลขการตลาดที่ตรวจสอบไม่ได้

วิธีคิดมีสามขั้น

  • หาปริมาตรห้อง เอาพื้นที่คูณความสูงเพดาน ห้อง 30 ตารางเมตร เพดาน 2.5 เมตร ได้ 75 ลูกบาศก์เมตร
  • เลือกจำนวนรอบการเปลี่ยนอากาศต่อชั่วโมงที่ต้องการ สำหรับการกรองฝุ่นในห้องพักอาศัย ตัวเลขที่นิยมใช้กันคือ 5 รอบต่อชั่วโมง
  • คูณกัน 75 คูณ 5 เท่ากับ 375 แปลว่าต้องการเครื่องที่มี CADR อย่างน้อย 375 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงสำหรับห้องนั้น

ข้อควรระวังสองข้อ หนึ่งคือ CADR ที่ผู้ผลิตระบุมักเป็นค่าที่ความเร็วพัดลมสูงสุด ซึ่งเป็นระดับที่เสียงดังจนหลายคนไม่ได้เปิดจริงตอนนอน ถ้าตั้งใจจะเปิดที่ระดับเบา ให้เผื่อกำลังเครื่องขึ้นไปอีก สองคือเครื่องหนึ่งเครื่องกรองได้เฉพาะห้องที่มันตั้งอยู่ ประตูปิดคือคนละห้อง เครื่องใหญ่หนึ่งเครื่องกลางบ้านไม่ได้ดูแลห้องนอนที่ปิดประตู

ปิดห้องสนิทแล้วเจอปัญหาใหม่

เมื่อปิดหน้าต่างและเปิดเครื่องฟอกทั้งวัน ฝุ่นลดลงจริง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจของคนในห้อง เครื่องฟอกอากาศทั่วไปกรองอนุภาค ไม่ได้เติมอากาศใหม่เข้ามา

อาการที่คนเจอกันคือง่วง ปวดหัวตื้อ ๆ สมาธิหลุด ในห้องนอนที่ปิดสนิททั้งคืนโดยเฉพาะห้องเล็กที่นอนสองคน

ทางออกไม่ใช่การเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ในวันที่ฝุ่นหนัก แต่คือการเลือกจังหวะ ช่วงที่ค่าฝุ่นลงต่ำสุดของวันมักเป็นช่วงบ่ายถึงเย็นหลังอากาศคลายตัว เปิดระบายสักสิบถึงยี่สิบนาทีในช่วงนั้นแล้วปิดกลับ ได้อากาศใหม่โดยไม่รับฝุ่นช่วงพีค และควรเช็คค่าจริงในวันนั้นก่อนเปิด ไม่ใช่เปิดตามเวลาที่เคยชิน

เครื่องฟอกอากาศตั้งอยู่มุมห้องนั่งเล่นที่มีแสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่

ฤดูฝุ่นของกรุงเทพมาช่วงไหน

ช่วงที่ค่าฝุ่นในกรุงเทพสูงต่อเนื่องคือฤดูแล้ง ราวเดือนธันวาคมถึงเมษายน เพราะเป็นช่วงที่ลมนิ่ง อากาศเย็นกดชั้นอากาศไว้ทำให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้น และเป็นช่วงเดียวกับที่มีการเผาในที่โล่งทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหน้าฝนค่าฝุ่นมักต่ำเพราะฝนชะล้างและลมพัดผ่าน

แปลว่าถ้าอ่านบทความนี้ในช่วงกลางปี นี่คือเวลาที่ควรเตรียม ไม่ใช่เดือนธันวาคมที่ของขาดตลาดและราคาขึ้น การเปลี่ยนยางขอบหน้าต่าง การหาเครื่องฟอกที่ CADR พอ และการทดลองว่าห้องปิดแล้วอึดอัดไหม ทำได้สบายในช่วงที่ยังไม่ต้องใช้

เช็คอะไรก่อนเซ็นสัญญาเช่าหรือซื้อ

  • ยืนที่ระเบียงแล้วดูว่าหน้าต่างหันไปทางถนนใหญ่ ทางรถออกลานจอด หรือไซต์ก่อสร้างหรือไม่
  • ปิดหน้าต่างทุกบานแล้วดูว่ามีแสงลอดตามขอบไหม และลองฟังว่าเสียงถนนลดลงชัดเจนหรือเปล่า
  • ถามนิติบุคคลว่ามีระบบเติมอากาศเข้าห้องหรือไม่ อาคารเก่าส่วนใหญ่ไม่มี
  • ดูว่าห้องมีที่วางเครื่องฟอกใกล้ปลั๊กหรือเปล่า และปลั๊กนั้นอยู่ตรงที่ไม่กีดขวางทางเดิน
  • ถ้าเป็นการเช่า ถามว่าเปลี่ยนยางขอบหน้าต่างหรือติดซีลเพิ่มได้ไหม และใครออกค่าใช้จ่าย

เรื่องซ่อมแซมในบ้านเช่าว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน อยู่ใน บ้านเช่าเสีย ใครจ่าย ส่วนใครที่กำลังเลือกห้องอยู่ ดู คอนโดและบ้านที่ประกาศขาย ได้

ดูค่าจริงจากไหน

ข้อมูลทางการมาจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเผยแพร่ค่าจากสถานีตรวจวัดทั่วประเทศผ่านระบบ Air4Thai ทั้งเว็บและแอป จุดแข็งคือเป็นสถานีมาตรฐานที่สอบเทียบแล้ว จุดอ่อนคือสถานีมีจำกัด ค่าที่ได้จึงเป็นตัวแทนของย่าน ไม่ใช่ของหน้าบ้านคุณ

เซนเซอร์ราคาถูกตามบ้านและตามแอปแผนที่ชุมชนช่วยเติมความละเอียดเชิงพื้นที่ได้ แต่ความแม่นยำต่างกันมากตามรุ่นและการดูแล ใช้ดูแนวโน้มได้ ใช้เถียงกับตัวเลขราชการไม่ได้

กฎหมายอากาศสะอาดยังไม่ประกาศใช้

ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดอยู่ในกระบวนการรัฐสภามาหลายปีและยังไม่ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ณ เดือนกันยายน 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภา

ที่ยกมาพูดเพราะมันเปลี่ยนวิธีวางแผนของเจ้าของบ้าน ถ้ากฎหมายยังไม่มา เครื่องมือที่คุณควบคุมได้จริงตอนนี้คือการเลือกทำเล การปิดรอยรั่วของห้อง และกำลังกรองในบ้านของคุณเอง ไม่ใช่การรอมาตรการที่ยังไม่มีผลบังคับ

คำถามที่พบบ่อย

ค่าฝุ่น PM2.5 เกินเท่าไหร่ถึงเกินมาตรฐานไทย

เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และเกิน 15 สำหรับค่าเฉลี่ยรายปี ตามมาตรฐานที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2566

ทำไมแอปวัดฝุ่นสองแอปขึ้นตัวเลขไม่เท่ากัน

เพราะ AQI เป็นตัวเลขที่แปลงมาจากค่าฝุ่น และไทยกับสหรัฐใช้เกณฑ์การแปลงคนละชุด อากาศเดียวกันจึงได้เลข AQI ต่างกัน ให้เทียบกันที่ค่าไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรแทน เพราะเป็นค่าที่วัดจริง

อยู่คอนโดชั้นสูงฝุ่นน้อยกว่าจริงไหม

ไม่แน่เสมอไป งานวิจัยพบว่าแนวโน้มลดลงตามความสูงชัดกว่าในพื้นที่โล่ง แต่ในเมืองหนาแน่นอ่อนลงมาก และบางงานที่วัดใกล้ทางด่วนพบค่าที่ความสูง 15 เมตรสูงกว่าระดับพื้นราวร้อยละ 30 ในสภาพจราจรบางแบบ ฝุ่นในฤดูฝุ่นเป็นหมอกควันที่ปกคลุมทั้งเมือง ไม่ได้อยู่แค่ระดับถนน

เครื่องฟอกอากาศต้องแรงเท่าไหร่ถึงพอ

คำนวณจากปริมาตรห้องคูณจำนวนรอบการเปลี่ยนอากาศที่ต้องการ ห้อง 30 ตารางเมตรเพดาน 2.5 เมตรมีปริมาตร 75 ลูกบาศก์เมตร ถ้าต้องการ 5 รอบต่อชั่วโมงจะได้ CADR อย่างน้อย 375 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และควรเผื่อเพิ่มถ้าตั้งใจเปิดที่ความเร็วต่ำ

เครื่องฟอกเครื่องเดียวดูแลทั้งบ้านได้ไหม

ไม่ได้ถ้าปิดประตูห้อง เครื่องกรองได้เฉพาะปริมาตรอากาศที่หมุนเวียนถึง ห้องนอนที่ปิดประตูคือปริมาตรแยกต่างหากและต้องคิดเครื่องของตัวเอง

ปิดห้องสนิททั้งวันมีข้อเสียไหม

มี คาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจสะสมขึ้นเพราะเครื่องฟอกกรองอนุภาคแต่ไม่ได้เติมอากาศใหม่ อาการที่พบคือง่วงและปวดหัวตื้อ ทางออกคือระบายอากาศสั้น ๆ ในช่วงที่ค่าฝุ่นของวันนั้นต่ำที่สุด แล้วปิดกลับ

ฤดูฝุ่นของกรุงเทพคือช่วงไหน

ราวเดือนธันวาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นฤดูแล้งที่ลมนิ่ง อากาศเย็นกดชั้นอากาศไว้ และมีการเผาในที่โล่ง ส่วนหน้าฝนค่าฝุ่นมักต่ำกว่าเพราะฝนชะล้าง

มาตรฐานไทยเท่ากับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไหม

ไม่เท่า WHO แนะนำค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 15 และรายปีไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่มาตรฐานไทยอยู่ที่ 37.5 และ 15 ตามลำดับ ค่าที่ไม่เกินมาตรฐานไทยจึงยังเกินคำแนะนำของ WHO ได้

สรุป

  • มาตรฐาน PM2.5 ของไทยคือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และ 15 สำหรับค่าเฉลี่ยรายปี มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2566
  • AQI ไม่ใช่หน่วยวัดฝุ่น ไทยกับสหรัฐใช้เกณฑ์แปลงคนละชุด ให้เทียบกันที่ค่าไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเสมอ
  • ช่วงสีส้มของไทยกว้างตั้งแต่ 37.6 ถึง 75 ค่าจริงเพิ่มเกือบเท่าตัวโดยที่สีบนหน้าจอไม่เปลี่ยน
  • ชั้นสูงไม่ได้แปลว่าฝุ่นน้อยกว่า งานวิจัยบางชิ้นใกล้ทางด่วนพบค่าที่ความสูง 15 เมตรสูงกว่าระดับพื้นราวร้อยละ 30
  • ระยะจากถนนใหญ่ ด้านของอาคาร ทางรถออกลานจอด และไซต์ก่อสร้างข้างเคียง มีผลมากกว่าความสูงของชั้น
  • เลือกเครื่องฟอกจาก CADR ห้อง 75 ลูกบาศก์เมตรที่ต้องการ 5 รอบต่อชั่วโมงต้องการ CADR อย่างน้อย 375 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
  • ปิดห้องสนิททั้งวันทำให้คาร์บอนไดออกไซด์สะสม ต้องหาจังหวะระบายอากาศสั้น ๆ ในช่วงที่ค่าฝุ่นต่ำที่สุดของวัน