สองคนนั่งอยู่คนละฝั่งโต๊ะ และคนหนึ่งอยากออก

เมื่อสามปีก่อนทั้งคู่เดินเข้าธนาคารพร้อมกัน เซ็นเอกสารชุดเดียวกัน และซื้อบ้านหลังเดียวกัน

วันนี้คนหนึ่งย้ายออกไปแล้ว และอยากให้ชื่อตัวเองหลุดออกจากสัญญากู้

คำตอบตรง ๆ คือถอนตัวฝ่ายเดียวไม่ได้

เพราะสัญญากู้เป็นสัญญาระหว่างผู้กู้กับธนาคาร ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างคนสองคน

ธนาคารอนุมัติเงินก้อนนั้นโดยดูความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งสองคนรวมกัน

การเอาคนหนึ่งออก จึงเท่ากับลดหลักประกันเรื่องความสามารถชำระหนี้ลงครึ่งหนึ่ง

และไม่มีเจ้าหนี้รายไหนยอมทำแบบนั้นโดยไม่ได้อะไรกลับมา

ชายหญิงชาวไทยวัยปลายยี่สิบนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะไม้ในห้องโล่ง คนหนึ่งก้มมองลง อีกคนหันไปทางหน้าต่าง

ผู้กู้ร่วมคือลูกหนี้ร่วม ไม่ใช่ผู้กู้คนละครึ่ง

นี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้คนเซ็นโดยไม่คิด

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 วางหลักว่า เมื่อบุคคลหลายคนเป็นลูกหนี้ร่วมกัน เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก

และลูกหนี้ทุกคนยังคงผูกพันอยู่จนกว่าหนี้จะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง

แปลว่าธนาคารเรียกเต็มจำนวนจากคนใดคนหนึ่งก็ได้ ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งจากแต่ละคน

ถ้าอีกฝ่ายหยุดจ่าย ธนาคารไม่ได้ตามเขา ธนาคารตามคนที่ตามง่ายกว่า

ซึ่งมักเป็นคนที่ยังมีเงินเดือนประจำ ยังใช้เบอร์เดิม และยังอยู่ที่เดิม

ชื่อในสัญญากู้กับชื่อในโฉนด เป็นคนละเรื่อง

ข้อนี้ทำให้คนเจ็บมากที่สุด และเป็นข้อที่ควรรู้ก่อนเซ็น

กรรมสิทธิ์ในบ้านอยู่ที่ชื่อในโฉนด ส่วนหนี้อยู่ที่ชื่อในสัญญากู้

สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องตรงกัน

ผู้กู้ร่วมที่ไม่มีชื่อในโฉนด คือคนที่มีหนี้เต็มจำนวนแต่ไม่มีทรัพย์เลย

ในทางกลับกัน คนที่มีชื่อในโฉนดแต่ไม่ได้เป็นผู้กู้ ก็มีทรัพย์ที่ติดจำนองอยู่กับหนี้ของคนอื่น

เพราะฉะนั้นก่อนเซ็นเป็นผู้กู้ร่วม คำถามแรกคือชื่อคุณจะอยู่ในโฉนดด้วยหรือไม่

ถ้าคำตอบคือไม่ ให้ถามต่อว่าทำไม

สามทางที่ถอนตัวได้จริง

ทางที่หนึ่ง รีไฟแนนซ์ใหม่ในชื่อคนเดียว ซึ่งเป็นทางที่ใช้กันมากที่สุด

คนที่จะอยู่ต่อยื่นกู้ใหม่คนเดียว เอาเงินก้อนใหม่ไปปิดหนี้ก้อนเดิม แล้วสัญญาเดิมก็จบลง

เงื่อนไขคือคนนั้นต้องผ่านเกณฑ์ของธนาคารด้วยรายได้ของตัวเองคนเดียว

ถ้าผ่านไม่ได้ ทางนี้ก็ปิด และนี่คือจุดที่เรื่องส่วนใหญ่ติด

ทางที่สอง เปลี่ยนตัวผู้กู้ร่วมเป็นคนใหม่ เช่น เปลี่ยนจากอดีตคู่ชีวิตเป็นพี่น้อง

เรื่องนี้ต้องได้รับความยินยอมจากธนาคาร เพราะเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งตามมาตรา 350 ต้องทำเป็นสัญญาโดยมีเจ้าหนี้เป็นคู่สัญญาด้วย

ธนาคารจะพิจารณาคนใหม่เหมือนพิจารณาผู้กู้รายใหม่ทั้งชุด

ทางที่สาม ขายบ้านแล้วปิดหนี้ ซึ่งไม่มีใครอยากได้ยิน แต่เป็นทางที่จบสะอาดที่สุดเมื่อสองทางแรกไปไม่ได้

ข้อควรระวังคือถ้าขายได้น้อยกว่ายอดหนี้ ส่วนที่ขาดยังเป็นหนี้ของทั้งสองคนอยู่

สังเกตว่าทั้งสามทางต้องผ่านธนาคารทั้งหมด

ไม่มีทางไหนที่ทำกันเองสองคนแล้วมีผลกับธนาคาร

เอกสารที่เขียนกันเองมีค่า แต่ไม่ผูกพันธนาคาร

คู่ที่แยกกันมักทำหนังสือตกลงกันว่าใครจะรับผิดชอบหนี้ต่อ

เอกสารนั้นมีค่าจริงในความสัมพันธ์ระหว่างสองคน แต่ไม่มีผลกับธนาคารเลย

ถ้าคนที่รับปากไว้หยุดจ่าย ธนาคารยังเรียกจากอีกคนได้เต็มจำนวนตามเดิม

สิ่งที่เอกสารนั้นให้คือสิทธิไล่เบี้ย

มาตรา 296 วางหลักว่าในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันเอง ต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

แปลว่าคนที่จ่ายไปแทน เรียกคืนจากอีกคนได้ตามส่วน

แต่การเรียกคืนคือการฟ้อง ไม่ใช่การโทรไปทวง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำคือเก็บหลักฐานการจ่ายทุกงวดไว้ให้ครบ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจ่ายคนเดียว

สลิปโอนที่มีวันที่และยอด คือสิ่งที่ใช้ได้จริงในวันนั้น

ผลต่อเครดิตของทั้งสองคน

หนี้ก้อนนี้ปรากฏในรายงานเครดิตของทั้งสองคนเต็มจำนวน ไม่ใช่คนละครึ่ง

แปลว่าคนที่ย้ายออกไปแล้วและไม่ได้อยู่บ้านหลังนั้น ยังแบกหนี้ก้อนนั้นไว้ในประวัติของตัวเอง

ซึ่งกระทบทันทีเมื่อเขาไปยื่นกู้ซื้อบ้านของตัวเอง เพราะธนาคารเห็นภาระหนี้ก้อนใหญ่อยู่ในชื่อเขา

และถ้าอีกฝ่ายจ่ายช้า ประวัติการชำระที่เสียไปก็ติดอยู่ในรายงานของทั้งคู่

ข้อนี้เป็นเหตุผลที่การเป็นผู้กู้ร่วมให้ใครสักคน ไม่ใช่การช่วยเหลือเล็ก ๆ อย่างที่หลายคนคิดตอนเซ็น

สามอย่างที่ควรทำก่อนเซ็นเป็นผู้กู้ร่วม

หนึ่ง ถามให้ชัดว่าชื่อคุณจะอยู่ในโฉนดด้วยหรือไม่ เพราะการมีหนี้โดยไม่มีทรัพย์คือสถานะที่แย่ที่สุดในเรื่องนี้

สอง ทำหนังสือระหว่างกันไว้ตั้งแต่วันแรก ระบุสัดส่วนการจ่าย สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าคนหนึ่งหยุดจ่าย และเงื่อนไขการซื้อคืนส่วนของอีกฝ่าย

เอกสารนี้ไม่ผูกพันธนาคาร แต่ผูกพันกันเอง และเป็นสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่ในวันที่คุยกันไม่ได้แล้ว

สาม คำนวณว่าถ้าต้องจ่ายคนเดียวทั้งงวด จะไหวไหม เพราะนั่นคือสิ่งที่กฎหมายให้ธนาคารทำได้ และเป็นสถานการณ์ที่ต้องเผื่อไว้ ไม่ใช่สถานการณ์ที่หายาก

ถ้าคำตอบคือไม่ไหว แปลว่ายังไม่ควรเซ็น

คำถามที่พบบ่อย

ผู้กู้ร่วมถอนตัวเองได้ไหม

ไม่ได้โดยลำพัง ต้องได้รับความยินยอมจากธนาคาร เพราะสัญญากู้เป็นสัญญากับธนาคาร ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างผู้กู้สองคน

ธนาคารเรียกหนี้จากใครได้บ้าง

จากคนใดคนหนึ่งเต็มจำนวนก็ได้ ตามมาตรา 291 ซึ่งให้เจ้าหนี้เลือกเรียกจากลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ และทุกคนยังผูกพันจนกว่าหนี้จะชำระเสร็จ

ผู้กู้ร่วมเป็นเจ้าของบ้านด้วยไหม

ไม่จำเป็น กรรมสิทธิ์อยู่ที่ชื่อในโฉนด ส่วนหนี้อยู่ที่ชื่อในสัญญากู้ ผู้กู้ร่วมที่ไม่มีชื่อในโฉนดจึงมีหนี้เต็มจำนวนแต่ไม่มีทรัพย์

ทำหนังสือตกลงกันเองพอไหม

ไม่พอสำหรับธนาคาร แต่มีค่าระหว่างกันเอง เพราะใช้เป็นหลักฐานเรื่องสัดส่วนความรับผิดในการไล่เบี้ยกันภายหลัง

จ่ายแทนไปแล้วเรียกคืนได้ไหม

ได้ตามส่วน เพราะมาตรา 296 กำหนดว่าในระหว่างลูกหนี้ร่วมกัน ต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะตกลงไว้เป็นอย่างอื่น แต่ต้องมีหลักฐานการจ่ายและมักต้องดำเนินคดี

หนี้ก้อนนี้กระทบการกู้ครั้งต่อไปไหม

กระทบ เพราะปรากฏในรายงานเครดิตของทั้งสองคนเต็มจำนวน ไม่ใช่คนละครึ่ง และประวัติการชำระที่เสียไปก็ติดอยู่ในรายงานของทั้งคู่

เปลี่ยนผู้กู้ร่วมเป็นคนใหม่ได้ไหม

ได้ถ้าธนาคารยินยอม เพราะเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งต้องมีเจ้าหนี้เป็นคู่สัญญาด้วย และธนาคารจะพิจารณาคนใหม่เหมือนผู้กู้รายใหม่ทั้งชุด

สรุป

  • ผู้กู้ร่วมถอนตัวฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องผ่านธนาคารเสมอ
  • ผู้กู้ร่วมเป็นลูกหนี้ร่วม ธนาคารเรียกเต็มจำนวนจากคนใดคนหนึ่งก็ได้
  • ชื่อในสัญญากู้กับชื่อในโฉนดเป็นคนละเรื่อง และไม่จำเป็นต้องตรงกัน
  • สามทางที่ทำได้คือรีไฟแนนซ์คนเดียว เปลี่ยนตัวผู้กู้ร่วม หรือขายแล้วปิดหนี้
  • เอกสารที่ทำกันเองไม่ผูกพันธนาคาร แต่ใช้ไล่เบี้ยระหว่างกันได้
  • เก็บสลิปการจ่ายทุกงวดไว้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจ่ายคนเดียว
  • หนี้ปรากฏในเครดิตของทั้งสองคนเต็มจำนวน และกระทบการกู้ครั้งต่อไป
  • ก่อนเซ็น ให้ถามว่าชื่อจะอยู่ในโฉนดไหม และคำนวณว่าจ่ายคนเดียวไหวไหม