ประกันอัคคีภัยคุ้มครองมากกว่าไฟไหม้ และน้อยกว่าที่คุณคิด ในเวลาเดียวกัน
คนส่วนใหญ่ซื้อประกันอัคคีภัยเพราะธนาคารบังคับตอนกู้ซื้อบ้าน แล้วเก็บกรมธรรม์ไว้ในลิ้นชักโดยไม่เคยเปิดอ่าน
ผลคือเกิดเรื่องขึ้นทีไร คนก็มักเข้าใจผิดสองทางพร้อมกัน
ทางหนึ่งคือคิดว่ามันคุ้มครองแค่ไฟไหม้ ทั้งที่จริงมันคุ้มครองฟ้าผ่า ระเบิด รถชนบ้าน และท่อน้ำแตกด้วย
อีกทางคือคิดว่ามันคุ้มครองทุกอย่างที่เสียหายในบ้าน ทั้งที่ทองในตู้ ต้นไม้ในสวน และรถในโรงรถ ไม่อยู่ในนั้นเลย
บทความนี้เล่าตามถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยที่ใช้กันเป็นมาตรฐาน โดยเน้นข้อที่คนมักไม่รู้จนถึงวันเคลม
ถ้อยคำอาจต่างกันเล็กน้อยระหว่างบริษัท ตัวจริงที่ต้องอ่านคือตารางกรมธรรม์และเอกสารแนบท้ายของคุณเอง
หกภัยที่กรมธรรม์มาตรฐานคุ้มครอง
กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยคุ้มครองความเสียหายจากหกสาเหตุ
- ไฟไหม้
- ฟ้าผ่า รวมถึงความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจรจากฟ้าผ่า
- ระเบิด
- การเฉี่ยวหรือชนของยานพาหนะหรือสัตว์พาหนะ รวมถึงของที่บรรทุกมาแล้วหล่นทับ
- อากาศยานหรือวัตถุที่ตกจากอากาศยาน
- ภัยเนื่องจากน้ำ ที่เกิดโดยอุบัติเหตุจากการปล่อย รั่วไหล หรือล้นออกมาของน้ำหรือไอน้ำ
ข้อที่สี่มีกับดักซ่อนอยู่ กรมธรรม์ไม่คุ้มครองกรณีที่รถซึ่งชนเป็นรถของผู้เอาประกันภัยเอง สมาชิกในครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน หรือลูกจ้างของคุณ
แปลว่าถ้าคนในบ้านถอยรถชนเสารั้วตัวเอง นั่นไม่ใช่เรื่องของกรมธรรม์ฉบับนี้
ข้อที่หกเป็นข้อที่ใช้จริงบ่อยที่สุดและถูกเข้าใจผิดมากที่สุด มันคุ้มครองน้ำที่รั่วหรือล้นจากท่อน้ำ ถังน้ำ ระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ และเครื่องสูบน้ำ
และมันคุ้มครองน้ำฝนที่ไหลเข้าอาคารผ่านหลังคา หน้าต่าง ประตู วงกบ ช่องลม ช่องแสง ท่อน้ำ หรือรางน้ำ ที่เสียหาย
แต่มันไม่คุ้มครองน้ำไหลบ่า น้ำท่วมจากภายนอกอาคาร และน้ำที่ซึมผ่านผนัง ฐานราก และพื้นของอาคาร
เส้นแบ่งจึงอยู่ตรงนี้ หลังคาแตกแล้วฝนเข้าคือภัยเนื่องจากน้ำ ส่วนผนังชื้นเพราะน้ำซึมคือการเสื่อมสภาพที่คุณต้องซ่อมเอง วิธีไล่หาจุดรั่วที่แท้จริงอยู่ในการหารอยรั่วของหลังคาบ้านเดี่ยว
ภัยธรรมชาติสี่อย่าง ที่คุ้มครองรวมกันไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
นอกจากหกภัยข้างต้น กรมธรรม์ยังคุ้มครองภัยธรรมชาติอีกสี่อย่าง คือลมพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดหรือสึนามิ และลูกเห็บ
แต่ตัวเลขต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องจำ ทั้งสี่ภัยรวมกันแล้วบริษัทจ่ายไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
สองหมื่นบาทคือค่าซ่อมกระเบื้องหลังคาที่ปลิวไปสิบแผ่น ไม่ใช่ค่าซ่อมบ้านที่จมน้ำทั้งชั้นล่าง
ใครที่บ้านอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก หรืออยู่ริมทะเล ให้ถือว่าความคุ้มครองมาตรฐานนี้แทบไม่มีความหมาย และต้องซื้อเอกสารแนบท้ายขยายวงเงินเพิ่ม
ข้อดีเล็ก ๆ ข้อหนึ่งคือ สำหรับภัยธรรมชาติสี่อย่างนี้ บริษัทจะไม่นำเงื่อนไขการประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าจริงมาเฉลี่ยความเสียหาย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กำลังจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป
ตัวเลขที่สำคัญที่สุดในกรมธรรม์คือ 70 เปอร์เซ็นต์
นี่คือข้อที่ทำให้คนได้เงินน้อยกว่าที่คิดมากที่สุด และแทบไม่มีใครอธิบายให้ฟังตอนขาย
กรมธรรม์เขียนไว้ว่า ถ้าจำนวนเงินเอาประกันภัยเท่ากับหรือมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินในขณะเกิดความเสียหาย บริษัทจะจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่เอาเงื่อนไขการประกันต่ำกว่ามูลค่ามาใช้
แต่ถ้าทุนประกันต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าคุณรับประกันตัวเองในส่วนที่ขาด และต้องเฉลี่ยความเสียหายตามส่วน
สูตรคือ ค่าสินไหมทดแทน เท่ากับ จำนวนเงินเอาประกันภัย หารด้วย มูลค่าทรัพย์สินขณะเกิดความเสียหาย คูณด้วย มูลค่าความเสียหาย
ลองดูของจริง สมมติบ้านมีมูลค่าที่แท้จริง 3 ล้านบาท แต่ทำประกันไว้ 1.5 ล้าน ซึ่งเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์
ไฟไหม้ครัวเสียหาย 400,000 บาท คุณอาจคิดว่าได้ 400,000 เพราะยังไม่ถึงทุนประกัน
แต่ความจริงคือ 1.5 ล้าน หารด้วย 3 ล้าน ได้ 0.5 คูณด้วย 400,000 เท่ากับได้รับ 200,000 บาท
ครึ่งหนึ่งที่หายไปคือราคาของการทำประกันไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง
ทีนี้ทุนประกันควรเป็นเท่าไร คำตอบคือค่าก่อสร้างใหม่ของตัวบ้าน ไม่ใช่ราคาที่คุณซื้อมา
เพราะราคาที่ซื้อรวมค่าที่ดินไว้ด้วย ในขณะที่กรมธรรม์คุ้มครองสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่รวมฐานราก
ที่ดินไม่ไหม้ไปกับบ้าน การเอาราคาซื้อทั้งก้อนมาเป็นทุนประกันจึงทำให้จ่ายเบี้ยแพงเกินจำเป็น ส่วนการเอาเฉพาะยอดหนี้ที่เหลือกับธนาคารมาเป็นทุนประกัน มักทำให้ต่ำเกินไปจนโดนเฉลี่ย
อีกเรื่องที่ต้องเลือกตอนทำสัญญาคือวิธีกำหนดทุนประกัน ซึ่งกรมธรรม์ให้เลือกสองแบบ
แบบแรกคือมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นของใหม่ คือจ่ายเท่าที่ต้องใช้สร้างหรือซื้อของใหม่มาแทน
แบบที่สองคือมูลค่าที่แท้จริง คือมูลค่าของใหม่หักค่าเสื่อมราคา ณ เวลาที่เสียหาย
เบี้ยของแบบแรกแพงกว่า แต่แบบที่สองแปลว่าหลังคาอายุสิบห้าปีที่ไฟไหม้ จะได้เงินคืนเท่ากับหลังคาอายุสิบห้าปี ไม่ใช่ค่ามุงหลังคาใหม่
ให้ดูในตารางกรมธรรม์ว่าของคุณเป็นแบบไหน เพราะมันเปลี่ยนจำนวนเงินที่ได้ในวันเคลมอย่างมีนัยสำคัญ
ของในบ้านที่ไม่คุ้มครอง ถ้าไม่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์
กรมธรรม์มีรายการทรัพย์สินที่ไม่คุ้มครอง เว้นแต่จะระบุไว้โดยชัดเจนเป็นอย่างอื่น ที่เกี่ยวกับบ้านทั่วไปคือ
- ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ เงินรูปพรรณ และอัญมณี
- โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่มีมูลค่ารวมเกิน 10,000 บาท
- เอกสารสำคัญ หลักทรัพย์ เงินตรา ธนบัตร เช็ค และแบบแปลนแผนผัง
- ยานพาหนะทุกชนิด ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
- ต้นไม้ การจัดแต่งสวน และสนามหญ้า
ข้อที่คนแปลกใจที่สุดคือรถ ไฟไหม้บ้านแล้วรถในโรงรถไหม้ไปด้วย นั่นเป็นเรื่องของประกันรถ ไม่ใช่ประกันอัคคีภัย
และยังมีอีกข้อที่ต้องอ่านช้า ๆ กรมธรรม์ไม่คุ้มครองเครื่องใช้ไฟฟ้า แผงวงจร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ หรือหลอดไฟ ที่เสียหายเพราะการเดินเครื่องเกินกำลัง ไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟฟ้า สายไฟเผาไหม้ในตัวเอง ไฟรั่ว หรือการเสื่อมสภาพ เฉพาะเครื่องที่เสียหายจากสาเหตุนั้น
เทียบกับข้อ 2 ที่คุ้มครองเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลัดวงจรจากฟ้าผ่า จะเห็นเส้นแบ่งชัดขึ้น
ลัดวงจรเพราะฟ้าผ่า จ่าย ลัดวงจรเพราะตัวมันเอง ไม่จ่าย
แต่ถ้าการลัดวงจรนั้นลามเป็นไฟไหม้จนบ้านเสียหาย ตัวบ้านและทรัพย์สินอื่นยังคุ้มครองภายใต้ภัยไฟไหม้ตามปกติ สิ่งที่ไม่ได้คือค่าเครื่องที่ลัดวงจรเองเครื่องนั้น
เรื่องไฟตกไฟเกินที่ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง อยู่ในไฟตกไฟเกินกับการป้องกันเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นความเสียหายที่ต้องป้องกันด้วยอุปกรณ์ ไม่ใช่ด้วยกรมธรรม์
ค่าเช่าที่พักชั่วคราวที่แทบไม่มีใครเบิก
ข้อนี้เป็นการขยายความคุ้มครองที่มีอยู่ในกรมธรรม์อยู่แล้ว และคนเกือบทั้งหมดไม่รู้ว่ามี
ถ้าสิ่งปลูกสร้างเสียหายจากหกภัยแรก และความเสียหายเกินครึ่งหนึ่งของมูลค่าการสร้างใหม่ บริษัทจะจ่ายค่าเช่าที่อยู่อาศัยชั่วคราวให้
สำหรับบ้านที่มีผนังก่ออิฐถือปูนมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผนัง จ่ายไม่เกินวันละ 1,000 บาท และรวมไม่เกิน 50,000 บาท
ถ้าความเสียหายเท่ากับมูลค่าการสร้างใหม่ทั้งหลัง วงเงินรวมจะขยับขึ้นเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
บ้านที่ผนังเป็นวัสดุอื่นหรือก่ออิฐน้อยกว่านั้น จะได้ไม่เกินวันละ 500 บาท ด้วยวงเงินรวมที่ต่ำลงตามสัดส่วน
จุดสำคัญคือวงเงินนี้เป็นความรับผิดเพิ่มเติมที่แยกจากทุนประกันตัวบ้าน ไม่ได้ไปหักจากเงินค่าซ่อม
และเงื่อนไขคือคุณต้องมีหลักฐานการจ่ายค่าเช่าจริงไปแสดง ดังนั้นถ้าต้องย้ายออก ให้ทำสัญญาเช่าและเก็บใบเสร็จไว้ตั้งแต่วันแรก อย่าไปอาศัยบ้านญาติแล้วค่อยมาคิดทีหลังว่าน่าจะเบิกได้
เรื่องธนาคาร สำหรับบ้านที่ยังผ่อนอยู่
บ้านที่ติดจำนอง ธนาคารจะกำหนดให้ทำประกันอัคคีภัยและระบุธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์ตามส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผล เพราะบ้านคือหลักประกันของเขา
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การกำหนดให้ต้องมีประกัน เป็นคนละเรื่องกับการกำหนดว่าต้องซื้อจากบริษัทไหน
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหลักเกณฑ์การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม ซึ่งครอบคลุมเรื่องการเสนอขายผลิตภัณฑ์พ่วงกับสินเชื่ออยู่ด้วย
ในทางปฏิบัติ ให้ถามธนาคารตรง ๆ ก่อนต่ออายุว่ารับกรมธรรม์จากบริษัทอื่นหรือไม่ และขอเงื่อนไขที่เขาต้องการเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ทุนประกันขั้นต่ำและการระบุผู้รับประโยชน์
แล้วค่อยไปเทียบเบี้ยจากหลายบริษัทด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ไม่ใช่เทียบเบี้ยอย่างเดียวโดยไม่ดูวิธีกำหนดทุนประกันและวงเงินภัยธรรมชาติ
ถ้ารู้สึกว่าถูกบังคับให้ซื้อพ่วงจนไม่มีทางเลือก สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน คปภ. 1186 สำหรับเรื่องกรมธรรม์ และที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับพฤติกรรมการขายของสถาบันการเงิน
อีกเรื่องที่ควรทำคือทบทวนทุนประกันทุกครั้งที่ต่ออายุ เพราะค่าก่อสร้างขยับขึ้นทุกปี ทุนประกันที่พอดีเมื่อห้าปีก่อน อาจต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไปแล้วโดยที่คุณไม่รู้ตัว
และถ้าเพิ่งต่อเติมหรือรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ ให้แจ้งบริษัทและปรับทุนประกัน เพราะส่วนปรับปรุงต่อเติมนับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่คุ้มครองอยู่ด้วย
สุดท้าย ประกันเป็นเรื่องของการชดใช้หลังเกิดเหตุ ไม่ใช่การป้องกัน อุปกรณ์ที่ทำให้คุณรู้ตัวทันคือคนละเรื่องกัน อ่านได้ในเครื่องตรวจจับควัน แก๊ส และคาร์บอนมอนอกไซด์ในบ้าน
คำถามที่พบบ่อย
ประกันอัคคีภัยบ้านคุ้มครองอะไรบ้าง
คุ้มครองหกภัยคือไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด การชนของยานพาหนะหรือสัตว์พาหนะ อากาศยานหรือวัตถุที่ตกจากอากาศยาน และภัยเนื่องจากน้ำจากท่อหรือถังที่รั่วหรือล้น พร้อมภัยธรรมชาติอีกสี่อย่างในวงเงินจำกัด
น้ำท่วมได้เงินเท่าไร
ภัยธรรมชาติสี่อย่าง ได้แก่ลมพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลูกเห็บ รวมกันแล้วไม่เกิน 20,000 บาทต่อปีตามกรมธรรม์มาตรฐาน ถ้าอยู่พื้นที่เสี่ยงต้องซื้อเอกสารแนบท้ายขยายวงเงิน
ควรทำทุนประกันเท่าไร
ใช้ค่าก่อสร้างใหม่ของตัวบ้าน ไม่ใช่ราคาที่ซื้อซึ่งรวมที่ดิน และไม่ควรใช้ยอดหนี้ธนาคาร ถ้าทุนประกันต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่แท้จริง คุณจะถูกเฉลี่ยความเสียหายตามส่วน
เงื่อนไข 70 เปอร์เซ็นต์ทำงานอย่างไร
ถ้าทุนประกันตั้งแต่ 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่แท้จริงขึ้นไป จ่ายตามความเสียหายจริง แต่ถ้าต่ำกว่านั้น จะคิดเป็นสัดส่วน เช่น ทำประกันไว้ครึ่งหนึ่งของมูลค่า ก็ได้ค่าสินไหมครึ่งหนึ่งของความเสียหาย
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไหม้เพราะไฟช็อตเบิกได้ไหม
ถ้าลัดวงจรจากฟ้าผ่า คุ้มครอง แต่ถ้าลัดวงจรหรือเดินเครื่องเกินกำลังด้วยตัวเอง เครื่องนั้นไม่คุ้มครอง แม้ความเสียหายที่ลามไปยังตัวบ้านจะยังคุ้มครองภายใต้ภัยไฟไหม้
ไฟไหม้บ้านแล้วรถในโรงรถไหม้ด้วย เคลมกับใคร
กับประกันภัยรถยนต์ เพราะยานพาหนะทุกชนิดอยู่ในรายการทรัพย์สินที่กรมธรรม์อัคคีภัยไม่คุ้มครอง เว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
ธนาคารบังคับให้ซื้อประกันของเขาได้ไหม
ธนาคารกำหนดให้ต้องมีประกันและระบุตนเป็นผู้รับประโยชน์ได้ แต่ให้ถามตรง ๆ ว่ารับกรมธรรม์จากบริษัทอื่นหรือไม่ และขอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนไปเทียบเบี้ย
สรุป
- คุ้มครองหกภัย ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ และภัยเนื่องจากน้ำจากท่อรั่วคือข้อที่ใช้จริงบ่อยที่สุด
- น้ำท่วมและภัยธรรมชาติอีกสามอย่างรวมกันไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ถ้าอยู่พื้นที่เสี่ยงต้องซื้อเพิ่ม
- ทุนประกันต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าจริง จะถูกเฉลี่ยความเสียหายตามสัดส่วน
- ทุนประกันคือค่าสร้างใหม่ของตัวบ้าน ไม่ใช่ราคาที่ซื้อซึ่งรวมที่ดิน และไม่ใช่ยอดหนี้ธนาคาร
- ทอง อัญมณี รถ ต้นไม้ และสนามหญ้า ไม่คุ้มครอง เว้นแต่ระบุไว้ชัดเจน
- มีค่าเช่าที่พักชั่วคราวแยกจากทุนประกัน แต่ต้องมีหลักฐานการจ่ายค่าเช่าจริง
- ทบทวนทุนประกันทุกครั้งที่ต่ออายุ และแจ้งบริษัทเมื่อมีการต่อเติม