ความเชื่อที่อันตรายที่สุดคือ บ้านปลอดภาระเท่ากับเงินก้อนที่พร้อมใช้
บ้านที่ผ่อนหมดแล้วรู้สึกเหมือนเงินที่นอนอยู่เฉย ๆ
และมีผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าเปลี่ยนมันเป็นเงินสดได้ในไม่กี่สัปดาห์
ประโยคนั้นจริงในทางเทคนิค แต่เล่าเรื่องผิดตั้งแต่ต้น
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเปลี่ยนบ้านเป็นเงิน
มันคือการเอาบ้านไปเป็นหลักประกันของหนี้ก้อนใหม่ โดยที่บ้านยังเป็นบ้านหลังเดิมที่คุณอาศัยอยู่
ความต่างของสองประโยคนี้คือความต่างระหว่างเครื่องมือที่ดีกับกับดัก
และสิ่งที่ตัดสินว่าจะเป็นอย่างไหน ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือสิ่งที่คุณเอาเงินไปทำ
มันคืออะไร และต่างจากรีไฟแนนซ์อย่างไร
สินเชื่อบ้านแลกเงินคือการกู้เงินโดยใช้บ้านที่มีอยู่แล้วเป็นหลักประกัน โดยไม่ได้ซื้อบ้านใหม่
ธนาคารจะประเมินราคาบ้าน แล้วให้วงเงินเป็นสัดส่วนของราคาประเมินนั้น
ความต่างจากการรีไฟแนนซ์อยู่ที่วัตถุประสงค์
รีไฟแนนซ์คือการย้ายหนี้บ้านก้อนเดิมไปธนาคารใหม่เพื่อดอกเบี้ยที่ดีกว่า
สินเชื่อบ้านแลกเงินคือการสร้างหนี้ก้อนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในทางปฏิบัติทั้งสองอย่างทำพร้อมกันได้ คือย้ายธนาคารและขอวงเงินเพิ่มไปด้วย
แต่ในทางความคิด ควรแยกให้ชัดว่ากำลังทำอะไร เพราะอย่างหนึ่งลดภาระ อีกอย่างเพิ่มภาระ
ทำไมดอกเบี้ยอยู่ตรงกลาง
สินเชื่อประเภทนี้ดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อบ้านสำหรับซื้อบ้านใหม่ แต่ต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
เหตุผลอยู่ที่ความเสี่ยงสองชั้น
ชั้นแรก มันมีหลักประกัน จึงเสี่ยงน้อยกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
ชั้นที่สอง เงินที่ได้ไปไม่ได้ถูกใช้ซื้อทรัพย์ที่ธนาคารเห็น จึงตรวจสอบวัตถุประสงค์ได้ยากกว่าสินเชื่อซื้อบ้าน
ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยไว้ตรงกลางระหว่างสองแบบ
ตัวเลขจริงต่างกันไปตามธนาคารและตามโปรไฟล์ของผู้กู้ จึงควรเทียบอย่างน้อยสามแห่งก่อนตัดสินใจ
ห้ากรณีที่ใช้แล้วคุ้มจริง
หนึ่ง รวมหนี้ดอกเบี้ยสูง โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่หมุนมาหลายเดือน ซึ่งเป็นกรณีที่ตัวเลขชัดที่สุด
รายละเอียดและกับดักของเรื่องนี้อยู่ในรวมหนี้ด้วยสินเชื่อบ้าน ลดดอกจริงหรือแค่ยืดเวลา
สอง ค่ารักษาพยาบาลที่เร่งด่วนและจำเป็น ซึ่งเป็นกรณีที่ทางเลือกอื่นแพงกว่าหรือช้ากว่า
สาม ซ่อมบ้านที่ถ้าไม่ซ่อมจะเสียหายมากกว่า เช่น หลังคารั่วจนโครงสร้างเริ่มผุ หรือระบบไฟฟ้าที่อันตราย
ข้อนี้ต่างจากการรีโนเวทเพื่อความสวยงาม เพราะการไม่ทำมีต้นทุนที่คำนวณได้
สี่ ค่าเล่าเรียนที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและมีระยะเวลาชัดเจน ไม่ใช่ที่โผล่มาเพราะไม่ได้วางแผน
ห้า ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยอย่างมีความแน่นอนพอสมควร และผู้กู้เข้าใจธุรกิจนั้นดีอยู่แล้ว
ข้อห้านี้เป็นข้อที่ถูกใช้อ้างบ่อยที่สุด และเป็นข้อที่คนตีความเข้าข้างตัวเองมากที่สุด
คำถามที่ตัดสินคือ ถ้าธุรกิจนั้นไม่เป็นไปตามแผน คุณยังผ่อนได้จากรายได้ทางอื่นหรือไม่
ถ้าคำตอบคือไม่ได้ นั่นไม่ใช่การลงทุน นั่นคือการเดิมพันด้วยบ้าน
หกกรณีที่เป็นกับดัก
หนึ่ง เอาไปใช้จ่ายประจำ เช่น ค่ากินอยู่ในเดือนที่รายได้ขาด
เพราะปัญหาคือรายได้ไม่พอ และการกู้ไม่ได้แก้ปัญหานั้น มันแค่เลื่อนวันที่จะต้องเผชิญออกไปพร้อมกับเพิ่มภาระรายเดือน
สอง ลงทุนในสิ่งที่ผลตอบแทนไม่แน่นอน ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่ยังไม่มีลูกค้าจริง
สาม ให้คนอื่นยืมต่อ แม้จะเป็นญาติสนิท เพราะชื่อที่อยู่ในสัญญาคือชื่อคุณ และบ้านที่ค้ำอยู่คือบ้านคุณ
ถ้าเขาไม่จ่าย คนที่ถูกฟ้องคือคุณ ไม่ใช่เขา
สี่ ปิดหนี้เดิมแล้วก่อหนี้ใหม่ทันที ซึ่งภายในหนึ่งปีจะกลายเป็นหนี้สองชุดที่มีบ้านค้ำอยู่ชุดหนึ่ง
ห้า เอาไปดาวน์บ้านหลังที่สอง โดยไม่ได้คำนวณว่าต้องผ่อนสองก้อนพร้อมกันไปอีกหลายปี
คนที่วางแผนจะปล่อยเช่าหลังที่สองเพื่อผ่อนตัวมันเอง ควรคำนวณบนสมมติฐานว่าไม่มีผู้เช่าหกเดือน
หก กู้เพราะอนุมัติง่ายกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่แย่ที่สุด เพราะมันง่ายกว่าด้วยเหตุผลเดียวคือมีบ้านค้ำอยู่
สี่อย่างที่ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจ
หนึ่ง ภาระผ่อนรวมต่อเดือนหลังกู้ รวมทุกหนี้ที่มีอยู่ ไม่ใช่เฉพาะก้อนใหม่
แล้วเทียบกับรายได้ที่พิสูจน์ได้ ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ธนาคารใช้ตามที่อธิบายไว้ในยื่นกู้บ้านไม่ผ่าน ต้องแก้ตรงไหนก่อนยื่นใหม่
สอง สถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่รับได้ โดยถามว่าถ้ารายได้หายไปหกเดือน จะผ่อนต่อจากอะไร
ถ้าคำตอบคือขายบ้าน แปลว่าแผนนี้ยังไม่ควรเริ่ม
สาม ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา ไม่ใช่ค่างวดต่อเดือน เพราะการยืดเวลาทำให้ค่างวดสวยแต่ดอกรวมมากขึ้น
สี่ ต้นทุนของทางเลือกอื่นที่ยังไม่ได้ลอง เช่น ขายทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ลดรายจ่ายที่ตัดได้ หรือเจรจาเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เดิม
ข้อสี่นี้คนข้ามบ่อยที่สุด เพราะการกู้เร็วกว่าและไม่ต้องเจ็บในวันนี้
เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านจริง ๆ
- อัตราดอกเบี้ยหลังพ้นช่วงโปรโมชัน เพราะตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจมักเป็นตัวเลขสามปีแรก
- ค่าปรับกรณีปิดก่อนกำหนด และระยะเวลาที่ค่าปรับนั้นมีผล
- ประกันที่ต้องทำควบ ว่าเป็นเงื่อนไขบังคับหรือทางเลือก และคิดเป็นเงินเท่าไรตลอดสัญญา
- เงื่อนไขการเรียกคืนก่อนกำหนด ว่ามีกรณีใดบ้างที่ธนาคารเรียกชำระทั้งหมดได้
- ค่าธรรมเนียมทั้งหมด ทั้งค่าประเมิน ค่าจดจำนอง และค่าดำเนินการ
ข้อสองสำคัญที่สุดสำหรับคนที่ตั้งใจจะปิดเร็ว เพราะแผนที่ดีที่สุดของสินเชื่อประเภทนี้คือใช้ให้สั้นที่สุด
ทางเลือกที่ควรพิจารณาก่อน
เจรจากับเจ้าหนี้เดิม เพราะสถาบันการเงินหลายแห่งมีแนวทางปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่ผิดนัด
คนที่รอจนผิดนัดแล้วค่อยไปคุย มีทางเลือกน้อยกว่าคนที่ไปคุยก่อน
ขายทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้จริง ซึ่งรวมถึงรถคันที่สอง ที่ดินแปลงที่ปล่อยว่าง หรือของสะสม
ลดวงเงินและปิดบัญชีที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งไม่ได้ให้เงินแต่ลดภาระที่ธนาคารมองเห็น
สินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษาหรือสินเชื่อซ่อมแซมบ้าน ซึ่งบางครั้งมีเงื่อนไขดีกว่าและวงเงินพอดีกับสิ่งที่ต้องใช้จริง
ขายบ้านแล้วซื้อหลังเล็กลง ซึ่งเป็นทางที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่เป็นทางที่จบสะอาดที่สุดในบางสถานการณ์
ข้อสุดท้ายควรอยู่ในรายการ เพราะการไม่พูดถึงมันทำให้คนเลือกทางที่แย่กว่าโดยไม่รู้ตัว
สัญญาณที่บอกว่ากำลังใช้ผิดวิธี
- กู้เพื่อจ่ายค่างวดของหนี้ก้อนอื่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดของทั้งหมด
- ยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรแน่ชัด แต่ขอวงเงินสูงสุดไว้ก่อน
- เหตุผลที่ให้กับตัวเองเปลี่ยนไปมา ระหว่างวันที่คิดกับวันที่ยื่น
- ไม่กล้าบอกครอบครัวว่ากำลังเอาบ้านไปค้ำ
- คำนวณค่างวดแล้วต้องพึ่งรายได้ที่ยังไม่เกิด เช่น โบนัสหรือลูกค้าที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา
ข้อที่สี่บอกอะไรได้มากกว่าตัวเลขทุกตัว
คำถามที่พบบ่อย
สินเชื่อบ้านแลกเงินต่างจากรีไฟแนนซ์อย่างไร
รีไฟแนนซ์คือย้ายหนี้บ้านก้อนเดิมเพื่อดอกเบี้ยที่ดีกว่า ส่วนสินเชื่อบ้านแลกเงินคือสร้างหนี้ก้อนใหม่โดยใช้บ้านเป็นหลักประกัน อย่างหนึ่งลดภาระ อีกอย่างเพิ่มภาระ
ดอกเบี้ยแพงกว่าสินเชื่อบ้านปกติไหม
สูงกว่าสินเชื่อสำหรับซื้อบ้านใหม่ แต่ต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างชัดเจน เพราะมีหลักประกันแต่ตรวจสอบวัตถุประสงค์ได้ยากกว่า
กู้ได้เท่าไรของราคาบ้าน
เป็นสัดส่วนของราคาที่ธนาคารประเมิน ซึ่งมักต่ำกว่าราคาตลาด สัดส่วนที่ให้ต่างกันตามธนาคารและโปรไฟล์ผู้กู้ จึงควรถามหลายแห่งก่อนตัดสินใจ
ใช้เงินไปลงทุนได้ไหม
ได้ในกรณีที่ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยอย่างมีความแน่นอนพอสมควร และผู้กู้เข้าใจธุรกิจนั้นดีอยู่แล้ว คำถามที่ตัดสินคือถ้าแผนไม่เป็นไปตามที่คิด ยังผ่อนได้จากรายได้ทางอื่นหรือไม่
ถ้าผ่อนไม่ไหวจะเกิดอะไรขึ้น
บ้านเป็นหลักประกันของหนี้ก้อนนี้ จึงเป็นทรัพย์ที่ถูกบังคับคดีได้ ซึ่งเป็นความต่างที่สำคัญที่สุดจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
ควรเทียบกี่ธนาคาร
อย่างน้อยสามแห่ง เพราะทั้งอัตราดอกเบี้ย สัดส่วนวงเงิน และค่าธรรมเนียม ต่างกันมากพอที่จะเปลี่ยนคำตอบว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
มีทางเลือกอะไรที่ควรลองก่อน
เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เดิมก่อนผิดนัด ขายทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ปิดวงเงินที่ไม่ได้ใช้ และดูสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะซึ่งบางครั้งเงื่อนไขดีกว่า
สรุป
- สินเชื่อบ้านแลกเงินไม่ได้เปลี่ยนบ้านเป็นเงิน แต่เอาบ้านไปค้ำหนี้ก้อนใหม่
- ดอกเบี้ยอยู่กลางระหว่างสินเชื่อซื้อบ้านกับสินเชื่อส่วนบุคคล
- คุ้มจริงในกรณีที่แคบ เช่น รวมหนี้ดอกสูง ค่ารักษาเร่งด่วน และซ่อมบ้านที่จำเป็น
- เป็นกับดักเมื่อเอาไปใช้จ่ายประจำ ให้คนอื่นยืม หรือลงทุนที่ผลตอบแทนไม่แน่นอน
- คำถามที่ตัดสินคือถ้ารายได้หายไปหกเดือน จะผ่อนต่อจากอะไร
- เทียบดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา ไม่ใช่ค่างวดต่อเดือน
- อ่านค่าปรับกรณีปิดก่อนกำหนด เพราะแผนที่ดีคือใช้ให้สั้นที่สุด
- ลองทางเลือกอื่นก่อน โดยเฉพาะการเจรจากับเจ้าหนี้เดิมตั้งแต่ยังไม่ผิดนัด
- ถ้าไม่กล้าบอกครอบครัวว่ากำลังเอาบ้านไปค้ำ นั่นคือคำตอบอยู่แล้ว