นั่งเขียนหนี้ทั้งหมดลงกระดาษแผ่นเดียว แล้วตกใจกับบรรทัดสุดท้าย
บัตรเครดิตสามใบ สินเชื่อส่วนบุคคลหนึ่งก้อน และผ่อนของอีกสองรายการ
แต่ละก้อนดอกเบี้ยไม่เท่ากัน วันครบกำหนดไม่ตรงกัน และรวมกันแล้วกินรายได้ไปมากกว่าที่รู้สึก
แล้วก็มีคนบอกว่า เอาบ้านไปรวมหนี้สิ ดอกถูกกว่าเยอะ
ประโยคนั้นจริง ดอกเบี้ยสินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกันต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
แต่ประโยคนั้นเล่าไม่ครบ
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือระยะเวลาที่ยาวขึ้นมาก และการที่หนี้ซึ่งไม่เคยมีหลักประกัน กลายเป็นหนี้ที่มีบ้านของคุณค้ำอยู่
ทำไมดอกเบี้ยถึงลดลงจริง
ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยจากความเสี่ยงที่จะไม่ได้เงินคืน
หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน แปลว่าถ้าลูกหนี้ไม่จ่าย เจ้าหนี้ต้องไปฟ้องและบังคับคดีเอาเอง โดยไม่มีทรัพย์ที่ผูกไว้ล่วงหน้า
หนี้ที่มีบ้านจำนองไว้เป็นคนละเรื่อง เพราะมีทรัพย์ที่ยึดและขายทอดตลาดได้ตามกระบวนการ
ความเสี่ยงที่ต่ำกว่าจึงแปลเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า
นี่คือเหตุผลที่การรวมหนี้เข้ากับสินเชื่อบ้านลดดอกเบี้ยได้จริง และไม่ใช่กลลวง
แต่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่อธิบายว่าคุณกำลังแลกอะไรไป
สี่อย่างที่เปลี่ยนไปในวันที่รวมหนี้
หนึ่ง หนี้ที่ไม่มีหลักประกันกลายเป็นหนี้ที่มีบ้านค้ำ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดและถูกพูดถึงน้อยที่สุด
เดิมถ้าจ่ายบัตรเครดิตไม่ไหว ผลที่ตามมาคือถูกทวง ถูกฟ้อง และเสียประวัติ
หลังรวมหนี้ ถ้าจ่ายไม่ไหว ผลที่ตามมาคือบ้าน
สอง ระยะเวลายาวขึ้นมาก จากสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนไม่กี่ปี กลายเป็นหนี้ที่ผ่อนไปอีกสิบถึงยี่สิบปี
สาม ค่างวดต่อเดือนลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจ และเป็นสิ่งที่ควรระวังที่สุด
ค่างวดที่ลดลงไม่ได้แปลว่าหนี้ลดลง มันแปลว่าหนี้ถูกกระจายออกไปในเวลาที่ยาวกว่า
สี่ ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจมากกว่าเดิม แม้อัตราจะต่ำกว่า
ข้อสี่นี้ขัดกับความรู้สึก จึงต้องอธิบายให้ชัด
ดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่จ่ายรวมมากกว่า เป็นไปได้อย่างไร
ดอกเบี้ยที่จ่ายจริงขึ้นกับสองอย่าง คืออัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาที่เงินต้นค้างอยู่
ถ้าลดอัตราลงครึ่งหนึ่ง แต่ยืดเวลาออกไปสี่เท่า ผลรวมย่อมมากกว่าเดิม
นี่คือเลขคณิตพื้นฐาน ไม่ใช่ลูกเล่นของธนาคาร
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องเปรียบเทียบไม่ใช่ค่างวดต่อเดือน แต่คือดอกเบี้ยรวมที่จะจ่ายจนจบสัญญา
วิธีคำนวณเองทำได้ดังนี้
ขั้นที่หนึ่ง ของเดิม เอาค่างวดต่อเดือนของหนี้แต่ละก้อนคูณด้วยจำนวนงวดที่เหลือ แล้วรวมกันทุกก้อน
ลบด้วยยอดหนี้คงเหลือรวม ผลลัพธ์คือดอกเบี้ยที่จะจ่ายถ้าอยู่กับแผนเดิม
ขั้นที่สอง ของใหม่ เอาค่างวดใหม่คูณด้วยจำนวนงวดใหม่ แล้วลบด้วยยอดที่ยกมารวม
ขั้นที่สาม เทียบสองตัวเลข แล้วอย่าลืมบวกค่าธรรมเนียมการทำสัญญาใหม่ ค่าประเมิน และค่าจดจำนองเข้าไปในฝั่งของใหม่
ตัวเลขที่ได้จะตอบทันทีว่าคุณกำลังประหยัด หรือกำลังจ่ายเพิ่มเพื่อให้หายใจได้ในแต่ละเดือน
ทั้งสองคำตอบมีที่ใช้ แต่ต้องรู้ว่ากำลังเลือกอันไหน
ห้าเงื่อนไขที่ทำให้การรวมหนี้คุ้มจริง
หนี้เดิมดอกเบี้ยสูงมาก เช่น หนี้บัตรเครดิตที่หมุนมาหลายเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุด
ตั้งใจจะจ่ายเกินค่างวดขั้นต่ำ เพื่อปิดเร็วกว่าที่สัญญากำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ได้ดอกต่ำโดยไม่ต้องยืดเวลาจริง
ข้อนี้คือหัวใจของทั้งเรื่อง คนที่รวมหนี้แล้วจ่ายเท่าเดิมกับที่เคยจ่าย จะปิดหนี้ได้เร็วขึ้นและจ่ายดอกน้อยลงจริง
รายได้มั่นคงและคาดการณ์ได้ เพราะหนี้ที่มีบ้านค้ำไม่ใช่หนี้ที่จะลองเสี่ยงด้วย
มีวินัยพอที่จะไม่ก่อหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แผนนี้ล้มบ่อยที่สุด
ปิดวงเงินเดิมทันทีที่รวมหนี้เสร็จ ไม่ใช่เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน
เพราะวงเงินที่ยังเปิดอยู่คือเชิญชวนให้กลับไปที่เดิม และหลายคนก็กลับไปจริง
ห้าสถานการณ์ที่การรวมหนี้กลายเป็นกับดัก
รวมหนี้เพื่อให้ค่างวดลด แล้วเอาส่วนต่างไปใช้จ่าย ซึ่งเท่ากับยืดหนี้ออกไปโดยไม่ได้อะไรกลับมา
รวมหนี้แล้วยังใช้บัตรใบเดิมต่อ ซึ่งภายในหนึ่งปีจะมีหนี้สองชุดแทนที่จะมีชุดเดียว
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนกลับมาแย่กว่าเดิม
รายได้ไม่แน่นอน เพราะเดิมพันเปลี่ยนจากประวัติเครดิตเป็นที่อยู่อาศัย
บ้านมีมูลค่าเหลือน้อย เพราะการกู้เพิ่มจนเต็มมูลค่าทำให้ไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับเหตุฉุกเฉินในอนาคต
เหลือระยะเวลาผ่อนบ้านอีกไม่กี่ปี เพราะการรวมหนี้จะยืดสัญญาบ้านที่ใกล้จบออกไปอีกยาว
คนที่ผ่อนบ้านมาสิบห้าปีและเหลืออีกห้าปี ควรคิดหนักที่สุดกับข้อนี้
รูปแบบที่มีในตลาด
รีไฟแนนซ์พร้อมกู้เพิ่ม คือย้ายสินเชื่อบ้านไปธนาคารใหม่ และขอวงเงินเพิ่มเพื่อปิดหนี้ก้อนอื่น
รูปแบบนี้มักได้อัตราที่ดีที่สุด เพราะแข่งกันในตลาดรีไฟแนนซ์
ขอเพิ่มวงเงินกับธนาคารเดิม ซึ่งเร็วกว่าและเอกสารน้อยกว่า แต่มักได้อัตราไม่ดีเท่า
สินเชื่อที่ใช้บ้านปลอดภาระเป็นหลักประกัน สำหรับคนที่ผ่อนบ้านหมดแล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการรีไฟแนนซ์และมีข้อควรระวังของตัวเอง
โครงการรวมหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเงื่อนไขเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา จึงควรถามที่ต้นทางแทนที่จะอ่านจากบทความ
ไม่ว่ารูปแบบไหน สิ่งที่ต้องถามเหมือนกันคือดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา ค่าธรรมเนียมทั้งหมด และเงื่อนไขการปิดก่อนกำหนด
คำถามที่ควรถามธนาคารก่อนเซ็น
- อัตราดอกเบี้ยในสามปีแรกกับหลังจากนั้นเป็นเท่าไร เพราะอัตราโปรโมชันมักจบใน 36 เดือน
- ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาเป็นเงินเท่าไร ซึ่งธนาคารคำนวณให้ได้
- ค่าธรรมเนียมทั้งหมดมีอะไรบ้าง ทั้งค่าประเมิน ค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการจัดสินเชื่อ
- ปิดก่อนกำหนดมีค่าปรับไหม และภายในกี่ปี เพราะแผนที่ดีคือรวมแล้วรีบปิด ไม่ใช่ผ่อนจนครบ
- ต้องทำประกันอะไรเพิ่มหรือไม่ และเป็นเงื่อนไขบังคับหรือทางเลือก
ข้อสี่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่ตั้งใจจะจ่ายเกินค่างวด เพราะถ้ามีค่าปรับ แผนทั้งหมดต้องคิดใหม่
สิ่งที่ต้องทำวันเดียวกับที่รวมหนี้เสร็จ
ปิดวงเงินบัตรและสินเชื่อหมุนเวียนที่ปิดยอดไปแล้ว และขอหนังสือยืนยันการปิดจากสถาบันการเงิน
เก็บบัตรไว้ใบเดียวสำหรับเหตุฉุกเฉินจริง และวางไว้ในที่ที่ไม่ได้พกติดตัว
ตั้งการหักบัญชีอัตโนมัติสำหรับค่างวดใหม่ เพราะการผิดนัดในสัญญาที่มีบ้านค้ำ ไม่ใช่ความผิดพลาดที่ยอมให้เกิดได้
ตั้งเป้าจ่ายเกินค่างวดทุกเดือน โดยใช้ตัวเลขเดิมที่เคยจ่ายก่อนรวมหนี้เป็นเป้า
ตรวจเครดิตบูโรหลังจากนั้นสามเดือน เพื่อยืนยันว่าหนี้เดิมขึ้นสถานะปิดบัญชีจริง ซึ่งวิธีตรวจอยู่ในเครดิตบูโร ขอดูรายงานตัวเองอย่างไร และอ่านตรงไหนก่อน
ข้อสุดท้ายคนลืมบ่อย และเป็นข้อที่ทำให้คนไปเจอปัญหาตอนยื่นกู้ครั้งต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
รวมหนี้ด้วยสินเชื่อบ้าน ลดดอกจริงไหม
จริง เพราะหนี้ที่มีบ้านเป็นหลักประกันมีความเสี่ยงต่ำกว่าในสายตาผู้ให้กู้ อัตราดอกเบี้ยจึงต่ำกว่าบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
แล้วทำไมบางคนบอกว่าจ่ายมากกว่าเดิม
เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงขึ้นกับทั้งอัตราและระยะเวลา ถ้าลดอัตราลงแต่ยืดเวลาออกไปหลายเท่า ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาอาจมากกว่าเดิม สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยรวม ไม่ใช่ค่างวดต่อเดือน
ความเสี่ยงที่แท้จริงคืออะไร
คือการเปลี่ยนหนี้ที่ไม่มีหลักประกันให้กลายเป็นหนี้ที่มีบ้านค้ำ เดิมผิดนัดแล้วเสียประวัติ หลังรวมหนี้แล้วผิดนัดคือเสี่ยงเสียบ้าน
ควรปิดบัตรเครดิตทั้งหมดไหม
ควรปิดวงเงินที่ปิดยอดไปแล้วเกือบทั้งหมด และเหลือไว้ใบเดียวสำหรับเหตุฉุกเฉิน เพราะวงเงินที่ยังเปิดอยู่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนกลับไปมีหนี้สองชุด
ทำอย่างไรให้ได้ดอกต่ำโดยไม่ยืดเวลาจริง
รวมหนี้แล้วจ่ายเท่ากับยอดที่เคยจ่ายรวมกันก่อนหน้านี้ ไม่ใช่จ่ายเท่าค่างวดใหม่ที่ต่ำลง วิธีนี้ทำให้ปิดเร็วขึ้นและจ่ายดอกน้อยลงจริง แต่ต้องตรวจก่อนว่ามีค่าปรับกรณีปิดก่อนกำหนดหรือไม่
ใครไม่ควรรวมหนี้ด้วยบ้าน
คนที่รายได้ไม่แน่นอน คนที่ยังใช้บัตรใบเดิมต่อหลังรวมหนี้ และคนที่เหลือระยะเวลาผ่อนบ้านอีกไม่กี่ปี เพราะการรวมหนี้จะยืดสัญญาที่ใกล้จบออกไปอีกยาว
สรุป
- รวมหนี้ด้วยสินเชื่อบ้านลดอัตราดอกเบี้ยได้จริง เพราะมีหลักประกัน
- สิ่งที่แลกไปคือหนี้ไม่มีหลักประกันกลายเป็นหนี้ที่มีบ้านค้ำ
- ค่างวดที่ลดลงคือหนี้ที่ถูกกระจายออกไปในเวลาที่ยาวกว่า
- อัตราต่ำกว่าแต่ดอกเบี้ยรวมมากกว่าเกิดขึ้นได้จริง ถ้ายืดเวลามากพอ
- สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาบวกค่าธรรมเนียม
- แผนที่คุ้มที่สุดคือรวมหนี้แล้วจ่ายเท่าเดิม เพื่อปิดให้เร็วกว่าสัญญา
- ต้องถามเรื่องค่าปรับกรณีปิดก่อนกำหนดก่อนเซ็นเสมอ
- ปิดวงเงินเดิมในวันเดียวกัน ไม่ใช่เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน
- ตรวจเครดิตบูโรอีกครั้งหลังสามเดือน เพื่อยืนยันว่าหนี้เดิมปิดจริง