ประโยชน์จริงไม่ใช่ความสะดวก แต่คือรดถูกเวลาและถูกปริมาณ
คนซื้อระบบรดน้ำอัตโนมัติเพราะขี้เกียจถือสายยาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดี แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ต้นไม้ดีขึ้น
สิ่งที่ทำให้ต้นไม้ดีขึ้นคือความสม่ำเสมอ เพราะการรดน้ำด้วยมือมักเป็นการให้น้ำมากเกินในวันที่ว่างและไม่ให้เลยในสัปดาห์ที่ยุ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบที่รากไม่ชอบที่สุด
แต่ระบบอัตโนมัติที่ตั้งผิดก็สร้างปัญหาแบบใหม่ได้เหมือนกัน และในเมืองไทยปัญหาที่พบบ่อยกว่าต้นไม้ขาดน้ำคือต้นไม้รากเน่าเพราะได้น้ำมากเกินไปในดินที่ระบายไม่ดี
เพราะแบบนี้ การตั้งค่าจึงสำคัญกว่าตัวเครื่อง และสิ่งแรกที่ต้องตัดสินใจไม่ใช่จะซื้อรุ่นไหน แต่คือแต่ละจุดในสวนต้องการน้ำเท่าไหร่และบ่อยแค่ไหน
สองอย่างที่สำคัญกว่าตัวคอนโทรลเลอร์
อย่างแรกคือตัวตรวจจับฝนหรือความชื้นในดิน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คุ้มที่สุดในระบบทั้งหมดสำหรับประเทศที่ฝนตกครึ่งปี
เพราะระบบที่ไม่มีตัวนี้จะรดน้ำตอนฝนกำลังตกอยู่ ซึ่งนอกจากเปลืองน้ำแล้วยังทำให้ดินแฉะสะสมจนรากเน่า และเป็นภาพที่ทำให้เพื่อนบ้านสงสัยว่าคุณคิดอะไรอยู่
ตัวตรวจจับฝนตัดการทำงานเมื่อฝนตกไปแล้วตามปริมาณที่ตั้งไว้ ส่วนตัวตรวจความชื้นในดินดีกว่าเพราะวัดสิ่งที่รากสัมผัสจริง ไม่ใช่วัดว่าฟ้าทำอะไร
อย่างที่สองคือเวลาที่รด ซึ่งควรเป็นเช้าตรู่ก่อนแดดแรง
รดตอนกลางวันทำให้น้ำระเหยไปส่วนหนึ่งก่อนถึงราก ส่วนรดตอนเย็นหรือกลางคืนทำให้ใบเปียกค้างทั้งคืนในอากาศชื้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่โรคเชื้อราชอบที่สุด การเปลี่ยนเวลาตั้งจากหกโมงเย็นเป็นหกโมงเช้าจึงเป็นการปรับที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย และเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์กับต้นไม้ที่ใบเป็นจุดด่างมาตลอด
สามระดับของระบบ และควรอยู่ระดับไหน
ตัวตั้งเวลาที่หัวก๊อก เป็นระดับเริ่มต้น ราคาไม่กี่ร้อยถึงหลักพัน ขันเข้ากับก๊อกแล้วต่อสายยางออกไป ไม่ต้องเดินไฟ ไม่ต้องมีช่าง เหมาะกับสวนเล็ก ระเบียง หรือกระถางกลุ่มเดียว ข้อจำกัดคือมันสั่งได้โซนเดียว ทุกอย่างที่ต่อกับมันได้น้ำเท่ากันและพร้อมกัน
คอนโทรลเลอร์หลายโซนพร้อมวาล์วไฟฟ้า เป็นระบบจริง แต่ละโซนมีวาล์วของตัวเองและตั้งเวลาแยกกันได้ ซึ่งจำเป็นเพราะสนามหญ้า พุ่มไม้ และกระถาง ต้องการน้ำไม่เท่ากันเลย นี่คือระดับที่บ้านที่มีสวนจริงควรอยู่
คอนโทรลเลอร์ที่ต่อเน็ต เพิ่มการสั่งจากมือถือและการดึงข้อมูลพยากรณ์อากาศมาข้ามรอบรดเมื่อจะมีฝน ซึ่งเป็นประโยชน์จริงข้อเดียวที่คุ้มค่าเพิ่ม ส่วนการเปิดปิดจากมือถือเป็นของที่คุณจะใช้สามครั้งแรกแล้วเลิกใช้
ถ้าจะซื้อรุ่นที่ต่อเน็ต ให้เลือกรุ่นที่เก็บตารางไว้ในตัวเครื่องและทำงานต่อได้เมื่อเน็ตล่ม เพราะระบบรดน้ำที่หยุดทำงานเพราะเราเตอร์รีบูตคือระบบที่ทำให้คุณกลับมาเจอสวนตายตอนกลับจากต่างจังหวัด
แบ่งโซนตามความต้องการน้ำ ไม่ใช่ตามตำแหน่ง
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือแบ่งโซนตามด้านของบ้าน เช่นโซนหน้าบ้านกับโซนหลังบ้าน ซึ่งฟังดูเป็นระเบียบแต่ผิดหลัก
ที่ถูกคือแบ่งตามความต้องการน้ำและปริมาณแดดที่ได้รับ เพราะสิ่งที่ต้องตั้งให้ต่างกันคือความถี่และระยะเวลา ไม่ใช่ตำแหน่ง
ตัวอย่างการแบ่งที่ใช้ได้จริงคือ โซนกระถางซึ่งแห้งเร็วที่สุดและอาจต้องรดทุกวัน โซนไม้พุ่มในแปลงที่รดสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์แต่รดนาน โซนสนามหญ้าที่ต้องการน้ำมากแต่รูปแบบต่างออกไป และโซนไม้ยืนต้นที่รดนาน ๆ ครั้งแต่ให้ลึก
ข้อห้ามที่สำคัญคืออย่าเอาน้ำหยดกับสปริงเกลอร์ไว้ในโซนเดียวกัน เพราะสองอย่างนี้จ่ายน้ำในอัตราที่ต่างกันมาก ถ้าตั้งเวลาให้พอดีกับสปริงเกลอร์ ต้นที่ใช้น้ำหยดจะแห้งตาย และถ้าตั้งให้พอดีกับน้ำหยด สนามหญ้าจะไม่ได้อะไรเลย
สองชิ้นที่คนข้ามแล้วมาเสียใจ
ถ้าใช้ระบบน้ำหยด มีสองชิ้นที่ต้องมีและคนมักไม่ซื้อเพราะดูไม่จำเป็น
ตัวกรอง เพราะรูของหัวน้ำหยดเล็กมาก และน้ำในบ้านไทยมีตะกอนพอที่จะอุดมันได้ภายในไม่กี่เดือน อาการคือต้นบางต้นเริ่มโทรมทีละต้นโดยไม่มีเหตุผล ทั้งที่ระบบยังทำงานอยู่ ตัวกรองที่ล้างได้เป็นของราคาไม่แพงที่ยืดอายุระบบทั้งชุด
ตัวปรับแรงดัน เพราะหัวน้ำหยดออกแบบมาให้ทำงานที่แรงดันต่ำ ถ้าจ่ายแรงดันจากปั๊มตรง ๆ หัวจะหลุด สายจะปริ และข้อต่อจะรั่วในจุดที่คุณมองไม่เห็นเพราะมันอยู่ใต้คลุมดิน
และถ้าบ้านใช้ปั๊มน้ำ ให้ตรวจว่าปั๊มจ่ายได้พอกับจำนวนหัวในโซนหนึ่งหรือไม่ เพราะการเปิดหลายโซนพร้อมกันคือสาเหตุที่ทุกโซนได้น้ำอ่อนไปหมด ทางแก้คือตั้งให้โซนทำงานทีละโซนต่อกันไป ไม่ใช่พร้อมกัน เรื่องปั๊มและแรงดันอยู่ที่ ปั๊มน้ำอินเวอร์เตอร์กับถังแรงดัน
สิ่งที่ต้องทำเดือนละครั้งและปีละสองครั้ง
เดือนละครั้ง ให้สั่งเปิดทีละโซนด้วยมือแล้วเดินดูจนครบ สิ่งที่มองหาคือหัวที่ไม่จ่ายน้ำ จุดที่น้ำพุ่งผิดทิศ และสายที่ถูกหนูกัดหรือถูกเครื่องตัดหญ้าเกี่ยว
ที่ต้องทำเพราะระบบอัตโนมัติทำงานตอนที่ไม่มีใครดู สายที่ขาดจึงรดน้ำใส่กำแพงได้สามเดือนโดยไม่มีใครรู้ ในขณะที่ต้นไม้ปลายสายค่อย ๆ ตายไปทีละต้น
ปีละสองครั้ง ให้เปลี่ยนตารางเวลา ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าฤดูฝน โดยลดความถี่ลงหรือพึ่งตัวตรวจจับฝนมากขึ้น และอีกครั้งเมื่อเข้าฤดูแล้ง โดยเพิ่มความถี่และเลื่อนเวลาให้เช้าขึ้น
ระบบที่ตั้งไว้ครั้งเดียวตอนติดตั้งแล้วไม่เคยแตะอีกเลย คือระบบที่รดน้ำท่วมสวนในเดือนสิงหาคมและรดไม่พอในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ระบบนี้ควรจะแก้ตั้งแต่แรก
คำถามที่พบบ่อย
ควรตั้งให้รดทุกวันไหม
ไม่ ยกเว้นกระถางที่แห้งเร็ว ไม้ในแปลงส่วนใหญ่ชอบรดน้อยครั้งแต่ให้ลึก เพราะรากจะหยั่งลงไปหาน้ำ ส่วนการรดทุกวันแบบตื้นทำให้รากอยู่แค่ผิวดินและทนแล้งไม่ได้
รดตอนเย็นได้ไหม
ไม่ควร เพราะใบที่เปียกค้างทั้งคืนในอากาศชื้นเป็นเงื่อนไขที่โรคเชื้อราชอบ ให้ตั้งเป็นเช้าตรู่ก่อนแดดแรงแทน ซึ่งเป็นการปรับที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย
น้ำหยดกับสปริงเกลอร์ใช้ร่วมโซนเดียวกันได้ไหม
ไม่ได้ เพราะจ่ายน้ำในอัตราที่ต่างกันมาก ตั้งให้พอดีกับอย่างหนึ่งแล้วอีกอย่างจะผิดเสมอ ต้องแยกโซนกัน
ระบบที่ต่อเน็ตคุ้มกว่าไหม
คุ้มเฉพาะที่ความสามารถข้ามรอบรดเมื่อพยากรณ์บอกว่าจะมีฝน ส่วนการสั่งเปิดปิดจากมือถือมักถูกใช้ไม่กี่ครั้ง และควรเลือกรุ่นที่เก็บตารางไว้ในเครื่องเพื่อให้ทำงานต่อได้เมื่อเน็ตล่ม
สรุป
- ประโยชน์จริงคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความสะดวก และการตั้งค่าสำคัญกว่าตัวเครื่อง
- ตัวตรวจจับฝนหรือความชื้นในดินคุ้มที่สุดในประเทศที่ฝนตกครึ่งปี
- ตั้งให้รดเช้าตรู่ ไม่ใช่ตอนเย็น เพื่อไม่ให้ใบเปียกค้างคืน
- แบ่งโซนตามความต้องการน้ำ ไม่ใช่ตามด้านของบ้าน
- น้ำหยดต้องมีตัวกรองและตัวปรับแรงดัน ซึ่งเป็นสองชิ้นที่คนข้ามบ่อยที่สุด
- เดินตรวจทีละโซนเดือนละครั้ง และเปลี่ยนตารางปีละสองครั้งตามฤดู