มีอยู่สามทางเท่านั้นที่เรื่องนี้จบได้ และทางที่สามคือรื้อ
ทางที่หนึ่ง แก้แบบให้ตรงกับของจริง โดยยื่นขออนุญาตให้สิ่งที่สร้างไปแล้วถูกต้อง
ทางที่สอง แก้ของจริงให้ตรงกับแบบ โดยทุบหรือปรับส่วนที่เกินออกไป
ทางที่สาม รื้อ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่สร้างไปแล้วไม่มีทางทำให้ถูกต้องได้เลย
คำถามทั้งหมดของบทความนี้จึงมีข้อเดียว คือกรณีของคุณอยู่ทางไหน
และคำตอบไม่ได้ขึ้นกับว่าผิดไปมากแค่ไหน แต่ขึ้นกับว่าผิดในเรื่องอะไร
บทความนี้จะอธิบายว่าผิดแบบมีกี่ระดับ ระดับไหนที่ยังแก้ได้ ระดับไหนที่แก้ไม่ได้ กระบวนการเป็นอย่างไร และผลกระทบที่ตามมาแม้ไม่มีเจ้าหน้าที่มาสั่งอะไรเลย
เรื่องนี้ถูกพบได้อย่างไร
คนจำนวนมากคิดว่าถ้าไม่มีใครมาตรวจก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งจริงในระยะสั้นและไม่จริงในระยะยาว
ช่องทางที่เรื่องถูกพบมีมากกว่าที่คิด
- เจ้าหน้าที่ตรวจระหว่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่องทางตรงที่สุด
- เพื่อนบ้านร้องเรียน โดยเฉพาะเรื่องระยะร่นและการบังแดดบังลม ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในหมู่บ้านจัดสรร
- ตอนขอเลขที่บ้านและขอมิเตอร์ถาวร ซึ่งเอกสารชุดนี้ถูกเรียกดู
- ตอนขายบ้าน เมื่อผู้ซื้อหรือผู้ตรวจบ้านเทียบแบบกับของจริง
- ตอนขอสินเชื่อ เพราะธนาคารประเมินหลักประกันจากสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ตอนจะต่อเติมครั้งถัดไป ซึ่งต้องยื่นแบบใหม่ที่แสดงสภาพปัจจุบัน
ช่องทางสองข้อสุดท้ายคือที่ที่คนเจอบ่อยที่สุด และมักเจอตอนที่รีบขายหรือรีบกู้ ซึ่งเป็นเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับการเริ่มแก้เรื่องนี้
ผิดแบบมีกี่ระดับ
นี่คือส่วนที่ตัดสินทุกอย่าง เพราะไม่ใช่ทุกความต่างจะเป็นปัญหาเท่ากัน
ระดับที่หนึ่ง ต่างในรายละเอียดที่ไม่กระทบข้อกำหนด
เช่นย้ายตำแหน่งประตูภายใน เปลี่ยนวัสดุผิว หรือสลับตำแหน่งห้องน้ำกับห้องเก็บของภายในผังเดิม
เรื่องแบบนี้มักจัดการได้ด้วยการปรับปรุงแบบให้ตรงกับของจริง และไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ระดับที่สอง กระทบข้อกำหนดที่แก้ไขได้
เช่นเพิ่มพื้นที่อาคารเกินแบบ ต่อเติมหลังคาคลุมที่จอดรถ หรือปิดส่วนที่แบบเดิมเป็นพื้นที่โล่ง
กรณีเหล่านี้ยังมีทางออก ถ้าสิ่งที่สร้างไปแล้วยังอยู่ในกรอบที่ข้อกำหนดอนุญาต และสามารถยื่นขออนุญาตให้ถูกต้องได้
ระดับที่สาม กระทบข้อกำหนดที่แก้ไขไม่ได้
เช่นสร้างล้ำระยะร่นจนชิดแนวเขตเกินกว่าที่กฎหมายยอม สร้างสูงเกินกว่าที่โซนนั้นอนุญาต หรือมีที่ว่างน้อยกว่าสัดส่วนขั้นต่ำ
กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่มีแบบไหนอนุมัติได้ เพราะสิ่งที่สร้างไปแล้วขัดกับข้อกำหนดโดยตรง
และทางออกเดียวคือแก้ของจริงให้กลับมาอยู่ในกรอบ ซึ่งแปลว่าทุบส่วนที่เกินออก
ระดับที่สี่ กระทบโครงสร้างและความปลอดภัย
เช่นต่อเติมชั้นเพิ่มบนโครงสร้างที่ไม่ได้ออกแบบมารับ หรือรื้อเสาหรือคานออกเพื่อเปิดพื้นที่
กลุ่มนี้ร้ายแรงที่สุด เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องที่บ้านอาจไม่ปลอดภัยจริง ๆ และต้องให้วิศวกรประเมินก่อนอย่างอื่นทั้งหมด
เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้ามา
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ตามมาตรา 40 เมื่อพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืน
ลำดับที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติโดยทั่วไปคือ
- มีคำสั่งให้ระงับการกระทำนั้นก่อน
- พิจารณาว่าสิ่งที่ทำไปแล้วสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้หรือไม่
- ถ้าแก้ไขได้ จะมีคำสั่งหรือแนวทางให้ดำเนินการยื่นขออนุญาตหรือแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด
- ถ้าแก้ไขให้ถูกต้องไม่ได้ จะเข้าสู่ขั้นตอนที่นำไปสู่การรื้อถอน
สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อได้รับคำสั่งคือหยุดก่อสร้างจริง ๆ
เพราะการก่อสร้างต่อหลังได้รับคำสั่งระงับ ทำให้สถานการณ์แย่ลงในทุกทาง ทั้งในแง่กฎหมายและในแง่จำนวนเงินที่จะต้องทุบทิ้ง
และควรปรึกษาสถาปนิกหรือวิศวกรที่รับผิดชอบแบบทันที เพื่อประเมินว่ากรณีของคุณอยู่ระดับไหนในสี่ระดับข้างบน ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดทางเลือกทั้งหมด
ทางที่หนึ่ง แก้แบบให้ตรงกับของจริง
เป็นทางที่ดีที่สุดถ้าทำได้ และเป็นทางที่คนมองข้ามเพราะคิดว่าสร้างไปแล้วแก้อะไรไม่ได้
หลักการคือยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคาร โดยแสดงสภาพที่เป็นอยู่จริงในแบบใหม่ และให้ผู้ประกอบวิชาชีพลงนามรับรอง
สิ่งที่ต้องเตรียมใจ
- ต้องมีสถาปนิกและวิศวกรเข้ามาทำแบบใหม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย
- ถ้าเป็นการเพิ่มพื้นที่หรือเพิ่มโครงสร้าง อาจต้องมีรายการคำนวณประกอบ
- เจ้าพนักงานอาจกำหนดเงื่อนไขให้แก้บางส่วนก่อนอนุมัติ
- ใช้เวลาและต้องยื่นให้ครบตั้งแต่รอบแรก
ทางนี้ใช้ได้กับระดับที่หนึ่งและระดับที่สอง แต่ใช้ไม่ได้เลยกับระดับที่สาม
ทางที่สอง แก้ของจริงให้ตรงกับแบบ
คือทุบหรือปรับส่วนที่เกินออกไป จนสิ่งที่เหลือตรงกับแบบที่ได้รับอนุญาตไว้
ฟังดูเจ็บ แต่ในหลายกรณีถูกกว่าและเร็วกว่าการพยายามขออนุญาตย้อนหลังในสิ่งที่อนุญาตไม่ได้
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือหลังคาคลุมที่จอดรถซึ่งล้ำระยะร่น การตัดส่วนที่ล้ำออกให้กลับมาอยู่ในระยะที่กฎหมายกำหนด จบเรื่องได้ในไม่กี่วัน
สิ่งที่ควรทำก่อนทุบคือให้ผู้ออกแบบยืนยันว่าทุบเท่าไรถึงจะพอ เพราะการทุบไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เป้าหมาย คือการเสียเงินสองรอบ
ทางที่สาม เมื่อรื้อคือทางเดียว
กรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเมื่อสิ่งที่สร้างขัดกับข้อกำหนดในลักษณะที่แก้ด้วยการปรับเล็กน้อยไม่ได้
เช่นอาคารทั้งหลังตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ล้ำระยะร่นตลอดแนว หรืออาคารประเภทนั้นสร้างในโซนผังเมืองนั้นไม่ได้ตั้งแต่ต้น
ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การประวิงเวลา แต่คือการปรึกษาทนายและผู้ออกแบบพร้อมกัน เพื่อดูว่ามีทางลดขอบเขตของสิ่งที่ต้องรื้อหรือไม่
บางกรณีการรื้อเฉพาะส่วนที่ขัดข้อกำหนดก็เพียงพอ และการรู้ตรงนี้เร็วช่วยประหยัดได้มาก
ผลที่ตามมาแม้ไม่มีใครมาสั่งอะไรเลย
หลายบ้านอยู่กับสภาพผิดแบบมาสิบปีโดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาเคาะประตู แต่ผลกระทบยังเกิดขึ้นอยู่ดี
ตอนขายบ้าน ผู้ซื้อที่รอบคอบเทียบแบบที่ได้รับอนุญาตกับสภาพจริง และเมื่อไม่ตรง สิ่งที่ตามมาคือการต่อรองราคาลงหรือเงื่อนไขให้แก้ก่อนโอน
ตอนขอสินเชื่อ ธนาคารประเมินหลักประกันจากสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่ต่อเติมโดยไม่มีเอกสารจึงอาจไม่ถูกนับเข้าไปในมูลค่า
เรื่องประกันอัคคีภัย ควรแจ้งบริษัทประกันให้ตรงกับสภาพจริง เพราะการเอาประกันไว้กับสิ่งที่ไม่ตรงกับที่แจ้ง คือความเสี่ยงที่จะมีข้อโต้แย้งตอนเคลม
ตอนเป็นมรดก ลูกหลานที่รับบ้านต่อมักไม่รู้ว่ามีเรื่องค้างอยู่ และมารู้ตอนจะขายหรือจะปรับปรุง
ตอนจะต่อเติมครั้งถัดไป ซึ่งต้องยื่นแบบที่แสดงสภาพปัจจุบัน และเรื่องเก่าจะโผล่ขึ้นมาพร้อมกัน
ป้องกันอย่างไร
- ให้ผู้ควบคุมงานตรวจเทียบแบบกับของจริงเป็นระยะ ไม่ใช่ตรวจตอนจบงาน
- ถ่ายรูปทุกขั้นตอน โดยเฉพาะก่อนปิดผนังและก่อนเทพื้น เพราะเป็นหลักฐานที่ใช้ได้จริงในภายหลัง
- ถ้าจะเปลี่ยนอะไรระหว่างก่อสร้าง ให้ถามผู้ออกแบบก่อนทุกครั้ง ว่าการเปลี่ยนนั้นกระทบข้อกำหนดหรือไม่
- ระวังคำว่าเดี๋ยวค่อยแก้แบบทีหลัง จากผู้รับเหมา เพราะคนที่รับผลไม่ใช่เขา
- อย่าเริ่มก่อนได้ใบอนุญาต ซึ่งเป็นต้นทางของกรณีนี้จำนวนมาก
เรื่องขั้นตอนขออนุญาตตั้งแต่ต้น อยู่ที่ ใบอนุญาตก่อสร้าง ยื่นเองได้ไหม และติดตรงไหนบ่อยที่สุด และเรื่องข้อจำกัดของโซนอยู่ที่ ผังเมืองเปลี่ยนราคาที่ดินได้อย่างไร
คำถามที่พบบ่อย
สร้างผิดแบบแล้วต้องรื้อทุกกรณีไหม
ไม่ ขึ้นกับว่าผิดในเรื่องอะไร ถ้าเป็นรายละเอียดที่ไม่กระทบข้อกำหนด หรือกระทบแต่ยังอยู่ในกรอบที่อนุญาตได้ ก็ยื่นขออนุญาตให้ถูกต้องได้
ระดับไหนที่แก้ไม่ได้เลย
กรณีที่ขัดกับข้อกำหนดโดยตรง เช่นล้ำระยะร่นเกินกว่าที่กฎหมายยอม สูงเกินกว่าที่โซนอนุญาต หรือที่ว่างน้อยกว่าสัดส่วนขั้นต่ำ เพราะไม่มีแบบไหนอนุมัติได้
ได้รับคำสั่งระงับแล้วควรทำอะไรก่อน
หยุดก่อสร้างจริง ๆ แล้วปรึกษาสถาปนิกหรือวิศวกรที่รับผิดชอบแบบทันที เพราะการสร้างต่อทำให้สถานการณ์แย่ลงทั้งทางกฎหมายและทางจำนวนเงินที่ต้องทุบ
ไม่มีใครมาตรวจ ปล่อยไว้ได้ไหม
ได้ในระยะสั้น แต่เรื่องจะโผล่ตอนขายบ้าน ตอนขอสินเชื่อ ตอนขอเลขที่บ้าน และตอนจะต่อเติมครั้งถัดไป ซึ่งมักเป็นเวลาที่คุณรีบที่สุด
แก้แบบให้ตรงกับของจริงทำอย่างไร
ยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารโดยแสดงสภาพที่เป็นอยู่จริงในแบบใหม่ และให้ผู้ประกอบวิชาชีพลงนามรับรอง ซึ่งใช้ได้กับกรณีที่ยังอยู่ในกรอบที่ข้อกำหนดอนุญาต
ผู้รับเหมาบอกว่าเดี๋ยวแก้แบบทีหลังได้ เชื่อได้ไหม
ต้องระวัง เพราะบางกรณีแก้ได้จริงและบางกรณีแก้ไม่ได้เลย และคนที่รับผลไม่ใช่ผู้รับเหมา แต่เป็นเจ้าของอาคาร
กระทบเรื่องประกันอัคคีภัยไหม
ควรแจ้งบริษัทประกันให้ตรงกับสภาพจริง เพราะการเอาประกันไว้กับสิ่งที่ไม่ตรงกับที่แจ้ง คือความเสี่ยงที่จะมีข้อโต้แย้งตอนเคลม
ป้องกันไม่ให้เกิดได้อย่างไร
ให้ผู้ควบคุมงานตรวจเทียบแบบกับของจริงเป็นระยะ ถ่ายรูปทุกขั้นตอนก่อนปิดผนัง และถามผู้ออกแบบทุกครั้งก่อนเปลี่ยนอะไรระหว่างก่อสร้าง
สรุป
- เรื่องนี้จบได้สามทาง คือแก้แบบ แก้ของจริง หรือรื้อ
- ทางที่ใช้ได้ขึ้นกับว่าผิดในเรื่องอะไร ไม่ใช่ผิดไปมากแค่ไหน
- สิ่งที่ขัดข้อกำหนดโดยตรง เช่นล้ำระยะร่น ไม่มีแบบไหนอนุมัติได้
- สิ่งที่กระทบโครงสร้างต้องให้วิศวกรประเมินก่อนอย่างอื่นทั้งหมด
- ได้รับคำสั่งระงับตามมาตรา 40 ให้หยุดจริง ๆ แล้วปรึกษาผู้ออกแบบทันที
- ก่อนทุบ ให้ยืนยันก่อนว่าทุบเท่าไรถึงพอ เพื่อไม่ให้เสียเงินสองรอบ
- แม้ไม่มีใครมาสั่ง เรื่องจะโผล่ตอนขาย ตอนกู้ และตอนต่อเติมครั้งถัดไป
- ป้องกันด้วยการตรวจเทียบแบบเป็นระยะและถ่ายรูปก่อนปิดผนังทุกครั้ง