สองสิทธินี้ตอบคำถามคนละข้อ ข้อหนึ่งถามว่าใครได้อยู่ อีกข้อถามว่าใครเป็นเจ้าของตึก
คนมักเอาสิทธิอาศัยกับสิทธิเหนือพื้นดินมาปนกัน เพราะทั้งคู่เป็นสิทธิที่ทำให้คนหนึ่งได้ใช้ที่ดินหรือบ้านของอีกคนหนึ่ง
แต่สองอย่างนี้ต่างกันตั้งแต่รากเลย
สิทธิอาศัย ตอบคำถามว่า ใครมีสิทธิอยู่ในบ้านหลังนี้ โดยที่บ้านและที่ดินยังเป็นของเจ้าของเหมือนเดิมทุกประการ
สิทธิเหนือพื้นดิน ตอบคำถามว่า ใครเป็นเจ้าของอาคารที่ตั้งอยู่บนที่ดินผืนนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าของที่ดินก็ได้
ความต่างนี้ฟังดูเป็นเรื่องวิชาการ จนกระทั่งถึงวันที่คนที่ได้สิทธิเสียชีวิต แล้วครอบครัวเขาถามว่าตกลงเราได้อะไรต่อบ้าง
ตรงจุดนั้นสองสิทธินี้ให้คำตอบที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
สิทธิอาศัย คือสิทธิอยู่ในโรงเรือนโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 เขียนสั้นและตรง คือ บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า
สังเกตคำว่าโรงเรือน สิทธิอาศัยผูกอยู่กับตัวอาคาร ไม่ใช่ที่ดินเปล่า
และสังเกตคำว่าไม่ต้องเสียค่าเช่า ซึ่งเป็นสิ่งที่แยกมันออกจากสัญญาเช่าอย่างชัดเจน
เรื่องระยะเวลาอยู่ในมาตรา 1403 ซึ่งกำหนดว่า สิทธิอาศัยจะก่อให้เกิดโดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิตของผู้อาศัยก็ได้
ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ผู้ให้อาศัยจะเลิกเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้าแก่ผู้อาศัยตามสมควร
ข้อนี้สำคัญมากและคนมักไม่รู้ สิทธิอาศัยที่ไม่ได้ระบุเวลาไว้คือสิทธิที่ถูกยกเลิกได้ ไม่ใช่สิทธิถาวรอย่างที่หลายคนเข้าใจตอนเซ็น
ส่วนถ้าให้โดยมีกำหนดเวลา กฎหมายห้ามเกินสามสิบปี ถ้ากำหนดไว้นานกว่านั้นให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี และจะต่ออายุก็ได้ แต่ต้องกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบปีนับแต่วันทำต่อ
ดังนั้นถ้าต้องการความมั่นคง ให้ระบุว่าตลอดชีวิตของผู้อาศัย หรือระบุจำนวนปีไว้ อย่าปล่อยว่าง
ข้อที่ปิดประตูทุกอย่าง สิทธิอาศัยโอนกันไม่ได้แม้โดยทางมรดก
มาตรา 1404 เขียนไว้ประโยคเดียว คือ สิทธิอาศัยนั้นจะโอนกันไม่ได้แม้โดยทางมรดก
คำว่าแม้โดยทางมรดกคือคำที่ต้องอ่านให้ชัด
แปลว่าเมื่อผู้อาศัยเสียชีวิต สิทธินั้นจบลงตรงนั้น ลูกของเขาไม่ได้รับช่วงต่อ และเจ้าของบ้านมีสิทธิเรียกบ้านคืนได้ทันที
และแปลว่าผู้อาศัยจะขายสิทธินี้ ยกให้ใคร หรือเอาไปค้ำประกันอะไรก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ทรัพย์สินที่โอนกันได้
ในทางปฏิบัติ สิทธิอาศัยจึงเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสถานการณ์แบบเดียว คือคุณอยากให้คนคนหนึ่งได้อยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป โดยไม่ต้องการให้เกิดอะไรกับตัวทรัพย์เลย
ตัวอย่างที่ใช้กันจริงคือ ยกบ้านให้ลูกคนหนึ่ง แต่จดสิทธิอาศัยไว้ให้ญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านนั้นมานาน ให้เขาอยู่ได้จนวันสุดท้ายโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า และเมื่อเขาจากไป บ้านก็กลับมาเป็นของลูกโดยสมบูรณ์โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
อีกข้อที่ควรรู้คือ ถ้าไม่ได้จำกัดไว้ชัดแจ้งว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ครอบครัวและคนในครอบครัวของผู้อาศัยก็อยู่ด้วยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเขียนให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าครอบคลุมใครบ้าง
สิทธิเหนือพื้นดิน คือการเป็นเจ้าของตึกบนที่ดินของคนอื่น
มาตรา 1410 เขียนว่า เจ้าของที่ดินอาจก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่บุคคลอื่น โดยให้บุคคลนั้นมีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งเพาะปลูก บนดินหรือใต้ดินนั้น
คำว่ามีสิทธิเป็นเจ้าของคือหัวใจของทั้งเรื่อง
ตามหลักทั่วไป สิ่งที่ปลูกสร้างติดอยู่กับที่ดินย่อมเป็นของเจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนไม่กล้าสร้างบ้านบนที่ดินของคนอื่น
สิทธิเหนือพื้นดินคือข้อยกเว้นที่ทำให้ตึกกับที่ดินแยกความเป็นเจ้าของออกจากกันได้อย่างถูกกฎหมาย
คำว่าใต้ดินก็อยู่ในมาตรานี้ด้วย ซึ่งครอบคลุมสิ่งที่อยู่ใต้ผิวดิน เช่น ท่อ ถัง หรือโครงสร้างใต้ดิน
เรื่องระยะเวลา สิทธิเหนือพื้นดินจะก่อให้เกิดโดยมีกำหนดเวลา ตลอดชีวิตเจ้าของที่ดิน หรือตลอดชีวิตผู้ทรงสิทธิก็ได้ และถ้ากำหนดเวลาไว้ ก็อยู่ภายใต้เพดานสามสิบปีเช่นเดียวกับสิทธิอาศัย
ส่วนกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลา คู่กรณีฝ่ายใดจะบอกเลิกเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้าตามสมควร และถ้ามีค่าเช่าที่ต้องให้กัน ต้องบอกล่วงหน้าหนึ่งปีหรือให้ค่าเช่าหนึ่งปี
ข้อที่ทำให้สิทธิเหนือพื้นดินมีมูลค่าจริง
มาตรา 1411 เขียนว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดิน สิทธินั้นอาจโอนได้และรับมรดกกันได้
เทียบกับมาตรา 1404 ของสิทธิอาศัยแล้วจะเห็นภาพทันที
สิทธิอาศัยตายไปกับคน ส่วนสิทธิเหนือพื้นดินอยู่ต่อและตกทอดถึงลูกหลานได้
นั่นทำให้สิทธิเหนือพื้นดินเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าจริง ขายต่อได้ และในหลายกรณีใช้เป็นหลักประกันได้ ต่างจากสิทธิอาศัยที่มีค่าเฉพาะกับตัวคนที่ได้รับ
คำว่าถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็สำคัญ เพราะเจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องการให้สิทธินี้ถูกโอนไปหาคนที่ตัวเองไม่รู้จัก สามารถเขียนจำกัดไว้ในนิติกรรมได้ตั้งแต่ต้น
ถ้าคุณเป็นเจ้าของที่ดิน นี่คือข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนเซ็น ไม่ใช่หลังจากที่ผู้ทรงสิทธิขายสิทธิให้คนอื่นไปแล้ว
วันที่สิทธิสิ้นสุด บ้านหลังนั้นเป็นของใคร
คำถามนี้คือสิ่งที่คนกลัวที่สุดเวลาจะสร้างอาคารบนที่ดินคนอื่น และกฎหมายตอบไว้แล้ว
มาตรา 1416 เขียนว่า เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินสิ้นไป ผู้ทรงสิทธิจะรื้อถอนโรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง สิ่งเพาะปลูกของตนไปก็ได้ แต่ต้องทำให้ที่ดินเป็นตามเดิม
แต่ถ้าเจ้าของที่ดินจะไม่ยอมให้รื้อถอนไป และบอกเจตนาจะซื้อตามราคาท้องตลาด ผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินจะไม่ยอมขายไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร
อ่านสองวรรคนี้คู่กันจะเห็นความสมดุล
ผู้ทรงสิทธิไม่ต้องกลัวว่าจะเสียอาคารไปเปล่า ๆ เพราะรื้อเอาไปได้ หรือถ้าเจ้าของที่ดินอยากเก็บไว้ ก็ต้องซื้อตามราคาท้องตลาด ไม่ใช่ได้ฟรี
ส่วนเจ้าของที่ดินก็ไม่ต้องเสี่ยงว่าจะได้ที่ดินคืนพร้อมซากอาคารที่รื้อไม่เสร็จ เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้รื้อต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิม
สิ่งที่ควรทำเพิ่มคือเขียนไว้ในสัญญาให้ชัดว่า ราคาท้องตลาดจะประเมินอย่างไร ใครเป็นผู้ประเมิน และมีกรอบเวลาเท่าไร เพราะคำว่าราคาท้องตลาดคือคำที่ตีความกันได้กว้างมากในวันที่ไม่มีใครอยากคุยกันแล้ว
เลือกอันไหนในสถานการณ์ไหน
- อยากให้ญาติผู้ใหญ่ได้อยู่ในบ้านต่อไปจนวันสุดท้าย โดยไม่ให้เกิดภาระต่อทรัพย์ ใช้สิทธิอาศัย เพราะมันจบลงเมื่อผู้อาศัยจากไป
- จะสร้างอาคารบนที่ดินของญาติหรือของนายจ้าง และต้องการเป็นเจ้าของอาคารนั้นจริง ใช้สิทธิเหนือพื้นดิน
- อยากให้ใครสักคนอยู่และเก็บค่าเช่าได้ด้วย สองสิทธินี้ไม่ตอบโจทย์ ต้องใช้สิทธิเก็บกิน ซึ่งอธิบายไว้ในสิทธิเก็บกิน ให้สิทธิอะไรและมีภาระอะไร
- เป็นความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่มีการจ่ายเงินกันเป็นงวด สัญญาเช่าตรงกว่า เพราะกำหนดเงื่อนไขได้ละเอียดกว่า เรื่องการจดทะเบียนเช่าระยะยาวอยู่ในการจดทะเบียนการเช่าระยะยาวและอากรแสตมป์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ ใช้สิทธิอาศัยในสถานการณ์ที่ควรใช้สิทธิเหนือพื้นดิน
คนสร้างบ้านด้วยเงินตัวเองบนที่ดินของพ่อแม่ แล้วจดแค่สิทธิอาศัยไว้ วันที่เขาเสียชีวิต ลูกของเขาไม่ได้อะไรเลยจากบ้านหลังที่พ่อสร้างเอง เพราะสิทธิอาศัยโอนกันไม่ได้แม้โดยทางมรดก
ถ้าเป็นสิทธิเหนือพื้นดิน ผลจะตรงกันข้าม เพราะทั้งสิทธิและอาคารตกทอดไปได้
เรื่องนี้เกี่ยวโยงโดยตรงกับการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้ลูก ซึ่งเปรียบเทียบไว้ในโอนบ้านให้ลูก ให้ตอนนี้หรือปล่อยเป็นมรดก
ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องเขียนให้ชัด
ทั้งสองสิทธิเป็นทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดินซึ่งทรัพย์นั้นตั้งอยู่ โดยไปพร้อมกันทั้งสองฝ่าย
เอกสารที่ต้องเตรียมคือโฉนดตัวจริง บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่าย และหนังสือยินยอมคู่สมรสถ้าเป็นสินสมรส
สิ่งที่ควรเขียนให้ชัดในทั้งสองกรณี
- กำหนดเวลา ว่าเป็นตลอดชีวิตหรือกี่ปี อย่าปล่อยว่างโดยเฉพาะสิทธิอาศัย
- ขอบเขตของพื้นที่ ว่าครอบคลุมทั้งหลังหรือเฉพาะบางส่วน และรวมพื้นที่รอบบ้านด้วยหรือไม่
- ใครอยู่ได้บ้าง นอกจากผู้ทรงสิทธิ
- ใครจ่ายค่าอะไร ทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าซ่อมเล็ก ค่าซ่อมใหญ่ และภาษี
- เงื่อนไขการเลิกก่อนกำหนด และวิธีบอกกล่าว
- สำหรับสิทธิเหนือพื้นดิน ให้ระบุว่าโอนได้หรือไม่ และวิธีตีราคาท้องตลาดในวันที่สิทธิสิ้นสุด
ข้อสุดท้ายอยากย้ำอีกครั้ง สองสิทธินี้ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อ มันต่างกันที่คำถามว่าเมื่อคนที่ได้สิทธิจากไปแล้ว ครอบครัวของเขาเหลืออะไร
ตอบคำถามนั้นก่อน แล้วจะรู้เองว่าควรจดอะไร
คำถามที่พบบ่อย
สิทธิอาศัยกับสิทธิเหนือพื้นดินต่างกันอย่างไร
สิทธิอาศัยคือสิทธิอยู่ในโรงเรือนโดยไม่เสียค่าเช่าตามมาตรา 1402 ส่วนสิทธิเหนือพื้นดินคือสิทธิเป็นเจ้าของอาคารหรือสิ่งเพาะปลูกบนที่ดินของคนอื่นตามมาตรา 1410
สิทธิอาศัยตกทอดถึงลูกได้ไหม
ไม่ได้ มาตรา 1404 ระบุว่าสิทธิอาศัยนั้นจะโอนกันไม่ได้แม้โดยทางมรดก จึงสิ้นสุดลงเมื่อผู้อาศัยเสียชีวิต
สิทธิเหนือพื้นดินโอนหรือขายต่อได้ไหม
ได้ตามมาตรา 1411 ถ้าไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรม สิทธินั้นโอนได้และรับมรดกกันได้ เจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องการเช่นนั้นต้องเขียนจำกัดไว้ตั้งแต่ต้น
สิทธิอาศัยกำหนดได้นานสุดกี่ปี
ถ้ากำหนดเป็นจำนวนปี มาตรา 1403 ห้ามเกินสามสิบปี ถ้ากำหนดนานกว่านั้นให้ลดลงเหลือสามสิบปี แต่จะกำหนดเป็นตลอดชีวิตของผู้อาศัยก็ได้
ถ้าไม่ได้ระบุเวลาไว้ เจ้าของยกเลิกสิทธิอาศัยได้ไหม
ได้ มาตรา 1403 ให้เลิกเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้าแก่ผู้อาศัยตามสมควร จึงควรระบุเวลาไว้เสมอถ้าต้องการความมั่นคง
สิทธิเหนือพื้นดินสิ้นสุดแล้ว อาคารเป็นของใคร
มาตรา 1416 ให้ผู้ทรงสิทธิรื้อถอนไปได้แต่ต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิม และถ้าเจ้าของที่ดินบอกเจตนาจะซื้อตามราคาท้องตลาด ผู้ทรงสิทธิจะไม่ยอมขายไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุอันสมควร
สร้างบ้านบนที่ดินพ่อแม่ ควรจดอะไร
ถ้าต้องการให้บ้านนั้นเป็นของคุณจริงและตกทอดถึงลูกได้ ควรเป็นสิทธิเหนือพื้นดิน ไม่ใช่สิทธิอาศัย เพราะสิทธิอาศัยจบลงเมื่อคุณเสียชีวิต
สรุป
- สิทธิอาศัยคือสิทธิอยู่ในโรงเรือนโดยไม่เสียค่าเช่า ตามมาตรา 1402
- สิทธิเหนือพื้นดินคือสิทธิเป็นเจ้าของอาคารหรือสิ่งเพาะปลูกบนที่ดินคนอื่น ตามมาตรา 1410
- สิทธิอาศัยโอนกันไม่ได้แม้โดยทางมรดก ตามมาตรา 1404
- สิทธิเหนือพื้นดินโอนได้และรับมรดกได้ ถ้าไม่ได้กำหนดเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 1411
- สิทธิอาศัยที่ไม่ระบุเวลา เจ้าของบอกเลิกได้โดยบอกล่วงหน้าตามสมควร
- เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินสิ้นไป รื้อไปได้ หรือเจ้าของที่ดินซื้อตามราคาท้องตลาด ตามมาตรา 1416
- คนสร้างบ้านเองบนที่ดินคนอื่นแล้วจดแค่สิทธิอาศัย คือความผิดพลาดที่ทำให้ลูกไม่ได้อะไรเลย