บ้านจ่ายค่าไฟตามหน่วย โกดังจ่ายตามหน่วยและตามกำลังสูงสุดด้วย

นี่คือความต่างที่ทำให้เจ้าของธุรกิจตกใจกับบิลใบแรก และเป็นเรื่องที่อธิบายได้ในย่อหน้าเดียว

บ้านอยู่อาศัยจ่ายตามจำนวนหน่วยที่ใช้ ใช้มากจ่ายมาก ใช้น้อยจ่ายน้อย เท่านั้น

ส่วนกิจการที่ความต้องการพลังไฟฟ้าถึงเกณฑ์ จะถูกเรียกเก็บสองส่วน คือค่าพลังงานไฟฟ้าตามหน่วยที่ใช้ บวกกับค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ซึ่งคิดจากกำลังไฟสูงสุดที่คุณดึงในเดือนนั้น เป็นบาทต่อกิโลวัตต์

ความหมายในทางปฏิบัติคือ ต่อให้ใช้ไฟรวมทั้งเดือนเท่าเดิม แต่ถ้าคุณเปิดเครื่องทุกตัวพร้อมกันในช่วงเช้าเพียงครั้งเดียว บิลเดือนนั้นจะแพงกว่าโรงงานข้าง ๆ ที่ทยอยเปิด และนั่นคือเงินที่ลดได้โดยไม่ต้องลดการผลิตเลย

ภายในโกดังขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่า มีโคมไฟไฮเบย์และชั้นวางเหล็ก

คุณอยู่ประเภทไหน ไม่ได้เลือกเอง

ผู้ใช้ไฟจะถูกจัดประเภทตามที่วัดได้จริง ไม่ใช่ตามที่แจ้ง และเกณฑ์หลักคือความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุด

  • กิจการขนาดเล็ก คือต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ จ่ายเฉพาะค่าพลังงานตามหน่วย ไม่มีค่าความต้องการพลังไฟฟ้า
  • กิจการขนาดกลาง คือตั้งแต่ 30 ถึง 999 กิโลวัตต์ และใช้พลังงานเฉลี่ยสามเดือนไม่เกิน 250,000 หน่วยต่อเดือน กลุ่มนี้เริ่มมีค่าความต้องการพลังไฟฟ้า
  • กิจการขนาดใหญ่ คือตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือใช้พลังงานเฉลี่ยสามเดือนเกิน 250,000 หน่วยต่อเดือน
  • กิจการเฉพาะอย่าง เป็นกลุ่มของโรงแรมและกิจการให้เช่าที่พักที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ขึ้นไป

จุดที่ทำให้คนสะดุดคือรอยต่อที่ 30 กิโลวัตต์ เพราะธุรกิจที่โตขึ้นทีละนิดจะข้ามเส้นนี้โดยไม่รู้ตัว แล้ววันหนึ่งบิลก็มีบรรทัดใหม่ที่ไม่เคยมี

ถ้ากำลังจะเช่าโกดังและยังไม่รู้ว่าจะใช้ไฟเท่าไหร่ ให้ประมาณจากอุปกรณ์ที่จะติดตั้ง โดยเฉพาะแอร์ ปั๊ม คอมเพรสเซอร์ และเครื่องชาร์จรถโฟล์คลิฟท์ ซึ่งเป็นสี่ตัวที่มักดันยอดขึ้นมากที่สุดในโกดังทั่วไป

ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ทำไม 15 นาทีถึงกำหนดทั้งเดือน

มิเตอร์ของกิจการไม่ได้นับแค่หน่วยสะสม มันบันทึกด้วยว่าในแต่ละช่วง 15 นาทีคุณดึงกำลังไฟเฉลี่ยเท่าไหร่ แล้วเก็บค่าสูงสุดของเดือนนั้นไว้

ตัวเลขสูงสุดนั้นถูกคูณด้วยอัตราต่อกิโลวัตต์ กลายเป็นค่าความต้องการพลังไฟฟ้าของทั้งเดือน แปลว่าหนึ่งช่วงเวลาสั้น ๆ กำหนดค่าใช้จ่ายทั้งเดือน

ตัวอย่างที่เห็นภาพคือโกดังที่พนักงานเข้างานแปดโมง แล้วเปิดแอร์สำนักงาน เปิดไฟทั้งโรง สตาร์ทคอมเพรสเซอร์ และเสียบชาร์จโฟล์คลิฟท์ทุกคันในเวลาไล่เลี่ยกัน ยอดสูงสุดของเดือนเกิดขึ้นในสิบห้านาทีนั้น และคุณจ่ายให้มันไปทั้งเดือน

ทางแก้ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่ทยอยเปิด เช่นเปิดไฟและแอร์ก่อน อีกยี่สิบนาทีค่อยสตาร์ทเครื่องจักร และย้ายการชาร์จโฟล์คลิฟท์ไปเป็นช่วงกลางคืนหลังเลิกงาน สามอย่างนี้ลดยอดสูงสุดได้จริงโดยที่ปริมาณงานเท่าเดิม

ค่าไฟขั้นต่ำ ที่ผูกกับเดือนที่แย่ที่สุดของคุณ

นี่คือกฎที่คนไม่รู้แล้วเสียเงินยาวที่สุด

ค่าไฟฟ้าต่ำสุดในแต่ละเดือนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

แปลว่าถ้าเดือนมีนาคมคุณดึงกำลังสูงผิดปกติเพราะรับงานก้อนใหญ่ ตัวเลขนั้นจะตามมาเป็นพื้นขั้นต่ำของบิลไปอีกสิบสองเดือน แม้เดือนถัด ๆ ไปจะเงียบและแทบไม่ได้ใช้เครื่องจักรเลย

ผลกระทบจริงมีสองแบบ แบบแรกคือธุรกิจตามฤดูกาลที่พีคแรงสองเดือนแล้วเงียบสิบเดือน จะจ่ายค่าความต้องการพลังไฟฟ้าเกือบเต็มตลอดปี แบบที่สองคือการทดสอบเครื่องจักรใหม่โดยเปิดพร้อมกันทั้งหมดเพื่อดูว่าไหวไหม ซึ่งเป็นการทดสอบที่มีค่าใช้จ่ายผูกพันสิบสองเดือนโดยที่ไม่มีใครบอก

ถ้ารู้กฎนี้ตั้งแต่ต้น คุณจะวางแผนการทดสอบและการรับงานพีคต่างออกไป และจะระวังไม่ให้ตัวเลขสูงสุดเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น

ห้องไฟฟ้าในอาคารอุตสาหกรรม มีตู้เมนเรียงกันและรางเคเบิลด้านบน

ค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์ บรรทัดที่คนอ่านไม่ออกในบิล

บิลของกิจการขนาดกลางขึ้นไปมีบรรทัดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ข้ามไป และมันคือเงินที่หายไปทุกเดือนโดยไม่ได้อะไรกลับมา

มอเตอร์ หม้อแปลง และบัลลาสต์ของหลอดรุ่นเก่า ดึงกำลังรีแอกทีฟซึ่งไม่ได้ทำงานให้คุณ แต่ทำให้ระบบจ่ายไฟต้องรองรับ การไฟฟ้าจึงคิดค่าปรับส่วนนี้

เกณฑ์คือส่วนของกิโลวาร์ที่เกินร้อยละ 61.97 ของกิโลวัตต์ จะถูกคิดในอัตรา 56.07 บาทต่อกิโลวาร์ และเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง

ทางแก้คือติดตั้งชุดคาปาซิเตอร์เพื่อชดเชย ซึ่งเป็นการลงทุนก้อนเดียวที่คืนทุนเร็วในโรงงานที่มีมอเตอร์เยอะ ให้เอาบิลย้อนหลังหกเดือนมาดูว่าบรรทัดนี้เป็นเงินเท่าไหร่ต่อปีก่อนตัดสินใจ

จุดที่คนตกใจคือโรงงานที่เพิ่งติดโซลาร์แล้วพบว่าค่าปรับเพาเวอร์แฟกเตอร์เพิ่มขึ้น สาเหตุคือโซลาร์ลดกิโลวัตต์ที่ซื้อจากการไฟฟ้าลง แต่ไม่ได้ลดกิโลวาร์ที่มอเตอร์ต้องการ สัดส่วนจึงแย่ลงทั้งที่ค่าไฟรวมลดลง ถ้ากำลังจะติดโซลาร์บนหลังคาโรงงาน ให้คุยเรื่องนี้กับผู้ติดตั้งตั้งแต่ต้น

อัตราตามช่วงเวลา คุ้มกับใครและไม่คุ้มกับใคร

ทั้งบ้านและกิจการเลือกใช้อัตราตามช่วงเวลาได้ โดยช่วงพีคคือวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00 ถึง 22.00 น. ส่วนเวลาที่เหลือ รวมทั้งวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ เป็นช่วงออฟพีค

ค่าพลังงานในช่วงพีคแพงกว่าอัตราปกติพอสมควร ส่วนช่วงออฟพีคถูกกว่ามาก จึงคุ้มหรือไม่คุ้มขึ้นกับว่างานของคุณเกิดขึ้นตอนไหน

คุ้ม ถ้าเดินเครื่องกะดึก ถ้าทำงานเสาร์อาทิตย์เป็นหลัก ถ้าเป็นห้องเย็นที่ทำความเย็นสะสมไว้ตอนกลางคืนได้ หรือถ้าชาร์จรถและอุปกรณ์ได้ตอนกลางคืน

ไม่คุ้ม ถ้าเป็นสำนักงานหรือโกดังที่ทำงานเก้าโมงถึงห้าโมงจันทร์ถึงศุกร์ล้วน เพราะการใช้ไฟเกือบทั้งหมดตกอยู่ในช่วงพีคพอดี

ก่อนขอเปลี่ยน ให้ลองแบ่งหน่วยที่ใช้จริงออกเป็นพีคกับออฟพีคจากตารางการทำงานของคุณก่อน แล้วคำนวณทั้งสองแบบเทียบกัน หลักการเดียวกันนี้ใช้กับบ้านด้วย ซึ่งอธิบายไว้ที่ มิเตอร์อัจฉริยะกับการเลือกอัตรา TOU

ถ้าเช่า ให้ดูก่อนว่าไฟมาจากมิเตอร์ของใคร

นี่คือข้อที่ผู้เช่าโกดังต้องอ่านในสัญญาให้ชัดที่สุด และเป็นข้อที่มักเขียนไว้สั้นเกินไป

กรณีแรกคือคุณมีมิเตอร์ของตัวเองกับการไฟฟ้าโดยตรง กรณีนี้ตรงไปตรงมา คุณจ่ายตามอัตราของการไฟฟ้าและเห็นทุกบรรทัดในบิลเอง

กรณีที่สองคือผู้ให้เช่าถือมิเตอร์หลักไว้ แล้วติดมิเตอร์ย่อยให้ผู้เช่าแต่ละราย กรณีนี้ต้องถามให้ครบสามข้อ คือคิดหน่วยละเท่าไหร่ ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าและค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์ถูกเฉลี่ยมาที่คุณอย่างไร และคุณขอดูบิลของมิเตอร์หลักได้หรือไม่

ที่ต้องถามเพราะในระบบมิเตอร์ย่อย ยอดสูงสุดของทั้งอาคารเกิดจากผู้เช่าทุกรายรวมกัน ถ้าเพื่อนบ้านในโกดังเดียวกันสตาร์ทเครื่องหนักตอนเช้า ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอาจถูกเฉลี่ยมาถึงคุณด้วย ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย

ให้ระบุวิธีคิดลงในสัญญาเป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่ตกลงกันด้วยวาจา และขอดูบิลจริงย้อนหลังของพื้นที่นั้นก่อนเซ็น สิ่งที่ต้องตรวจอย่างอื่นก่อนเช่าโกดังอยู่ที่ เช่าโกดังต้องตรวจอะไรบ้าง

สิ่งที่ทำได้ในเดือนนี้ โดยไม่ต้องลงทุน

  • ทยอยเปิดเครื่องตอนเช้า แทนที่จะเปิดพร้อมกัน เพราะยอดสูงสุดในสิบห้านาทีคือสิ่งที่คุณจ่าย
  • ย้ายการชาร์จโฟล์คลิฟท์และอุปกรณ์ไปหลังเลิกงาน ซึ่งลดทั้งยอดสูงสุดและค่าพลังงานถ้าอยู่ในอัตราตามช่วงเวลา
  • เอาบิลหกเดือนมาวาง แล้วดูสามบรรทัด คือค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์ และหน่วยที่ใช้ เพื่อรู้ว่าเงินหายไปทางไหน
  • จดว่ายอดสูงสุดของสิบสองเดือนที่ผ่านมาคือเท่าไหร่ เพราะนั่นคือพื้นของบิลขั้นต่ำที่คุณจ่ายอยู่
  • ตรวจว่าไฟส่องสว่างในโกดังยังเป็นหลอดรุ่นเก่าอยู่ไหม เพราะบัลลาสต์แบบเดิมทั้งกินไฟและทำให้เพาเวอร์แฟกเตอร์แย่ลงพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมบิลโกดังแพงทั้งที่ใช้ไฟไม่มาก

เพราะกิจการที่ถึงเกณฑ์จ่ายค่าความต้องการพลังไฟฟ้าเพิ่มจากค่าหน่วย ซึ่งคิดจากกำลังสูงสุดใน 15 นาทีของเดือนนั้น ไม่ใช่จากปริมาณที่ใช้ทั้งเดือน

ความต้องการพลังไฟฟ้า 30 กิโลวัตต์ แปลว่าอะไร

คือค่าเฉลี่ยของกำลังไฟที่ดึงในช่วง 15 นาทีที่สูงที่สุดของเดือน ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์จัดเป็นกิจการขนาดเล็กซึ่งจ่ายเฉพาะค่าหน่วย ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ขึ้นไปเริ่มมีค่าความต้องการพลังไฟฟ้า

เดือนนี้แทบไม่ได้ผลิต ทำไมยังจ่ายเยอะ

เพราะค่าไฟต่ำสุดในแต่ละเดือนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ยอดพีคเดือนก่อนจึงตามมาเป็นพื้นของบิล

ค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์คิดยังไง

ส่วนของกิโลวาร์ที่เกินร้อยละ 61.97 ของกิโลวัตต์ คิดในอัตรา 56.07 บาทต่อกิโลวาร์ เก็บกับกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่าง แก้ด้วยการติดตั้งชุดคาปาซิเตอร์

ติดโซลาร์แล้วทำไมค่าปรับเพาเวอร์แฟกเตอร์เพิ่ม

เพราะโซลาร์ลดกิโลวัตต์ที่ซื้อจากการไฟฟ้า แต่ไม่ได้ลดกิโลวาร์ที่มอเตอร์ต้องการ สัดส่วนจึงแย่ลง ควรคุยเรื่องการชดเชยกับผู้ติดตั้งตั้งแต่ออกแบบ

อัตรา TOU คุ้มกับโกดังไหม

คุ้มถ้าเดินเครื่องกลางคืนหรือทำงานเสาร์อาทิตย์ ไม่คุ้มถ้าทำงานเก้าโมงถึงห้าโมงจันทร์ถึงศุกร์ เพราะช่วงพีคคือจันทร์ถึงศุกร์ 9.00 ถึง 22.00 น.

สรุป

  • บ้านจ่ายตามหน่วย กิจการที่ถึงเกณฑ์จ่ายตามหน่วยบวกค่าความต้องการพลังไฟฟ้า
  • ประเภทผู้ใช้ไฟกำหนดจากที่วัดได้จริง โดยรอยต่อสำคัญอยู่ที่ 30 กิโลวัตต์
  • ยอดสูงสุดเฉลี่ย 15 นาทีของเดือนคือสิ่งที่คุณจ่าย ทยอยเปิดเครื่องจึงลดเงินได้ทันที
  • ค่าไฟขั้นต่ำผูกกับร้อยละ 70 ของยอดสูงสุดในรอบ 12 เดือน พีคครั้งเดียวจึงตามมาทั้งปี
  • ค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์คิดจากกิโลวาร์ส่วนที่เกิน 61.97 เปอร์เซ็นต์ของกิโลวัตต์ ที่ 56.07 บาทต่อกิโลวาร์
  • ถ้าเช่าและใช้มิเตอร์ย่อยของผู้ให้เช่า ต้องระบุวิธีเฉลี่ยค่าความต้องการพลังไฟฟ้าไว้ในสัญญา