ค่าใช้จ่ายวันโอนมีสี่ก้อน และสามก้อนแรกคำนวณจากราคาประเมิน ไม่ใช่ราคาที่ตกลงกัน
ก้อนแรกคือค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน อัตราร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์
ก้อนที่สองคืออย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรารวมร้อยละ 3.3 กับอากรแสตมป์ในอัตราร้อยละ 0.5 ซึ่งเสียเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
ก้อนที่สามคือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งคำนวณซับซ้อนที่สุดในสี่ก้อน
ก้อนที่สี่คือค่าจดทะเบียนจำนอง อัตราร้อยละ 1 ของวงเงินจำนอง สูงสุดไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งมีเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อกู้ธนาคาร
คำที่ต้องขีดเส้นใต้คือราคาประเมินทุนทรัพย์
เพราะคนส่วนใหญ่เอาราคาที่ตกลงซื้อขายกันมาคูณเปอร์เซ็นต์ แล้วได้ตัวเลขที่ไม่ตรงกับที่จ่ายจริงเลย
ราคาประเมินเป็นราคาของทางราชการ ซึ่งมักต่ำกว่าราคาตลาด และเป็นตัวเลขที่ขอทราบล่วงหน้าได้
ก้อนที่หนึ่ง ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน
อัตราปกติคือร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์
ในการโอนบางประเภทอัตราจะต่ำกว่านั้น เช่น การโอนระหว่างพ่อแม่กับบุตรชอบด้วยกฎหมาย และการโอนโดยทางมรดกให้ทายาท ซึ่งใช้อัตราร้อยละ 0.5
อีกเรื่องที่ต้องตรวจก่อนไปสำนักงานที่ดินคือ ในบางช่วงรัฐบาลออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนและค่าจดจำนองเป็นการชั่วคราว สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกินเพดานที่กำหนด
มาตรการแบบนี้มีวันเริ่มและวันสิ้นสุด และมีเงื่อนไขเรื่องประเภททรัพย์กับราคา
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรถามคือมาตรการที่ใช้อยู่ในวันที่จะโอนจริง ไม่ใช่มาตรการที่เคยอ่านเจอเมื่อปีที่แล้ว
ความต่างระหว่างร้อยละ 2 กับอัตราลดพิเศษ คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาทในบ้านราคาปกติ ซึ่งมากพอที่จะเลื่อนวันโอนสองสัปดาห์เพื่อให้ทัน
ก้อนที่สอง เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์
สองตัวนี้ไม่ได้เสียพร้อมกัน ถ้าเข้าเกณฑ์ภาษีธุรกิจเฉพาะก็เสียตัวนั้น และไม่ต้องเสียอากรแสตมป์
ภาษีธุรกิจเฉพาะ อัตรารวมร้อยละ 3.3 คำนวณจากราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
เกณฑ์ที่ทำให้เข้าข่ายคือขายภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา
แต่มีข้อยกเว้นที่สำคัญมากสำหรับบ้านที่อยู่จริง คือถ้าผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังนั้นเกินหนึ่งปี ก็ไม่เข้าเกณฑ์นี้ แม้จะขายภายในห้าปี
ข้อยกเว้นข้อนี้เป็นสาเหตุที่คนขายบ้านหลายคนตรวจทะเบียนบ้านก่อนตั้งวันโอน
เพราะความต่างระหว่างร้อยละ 3.3 กับร้อยละ 0.5 ในบ้านราคาสามล้าน คือเงินเกือบแปดหมื่นบาท
ข้อยกเว้นอื่นที่พบบ่อยคือการได้มาโดยทางมรดก การถูกเวนคืน และการโอนให้บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน
อากรแสตมป์ อัตราร้อยละ 0.5 คำนวณจากราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า เสียในกรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ก้อนที่สาม ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งคำนวณยากที่สุด
ส่วนนี้เป็นส่วนที่คนคำนวณผิดมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่เปอร์เซ็นต์เดียวคูณเข้าไปตรง ๆ
สำหรับผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดา วิธีคำนวณเดินตามลำดับนี้
ขั้นที่หนึ่ง ตั้งต้นจากราคาประเมินทุนทรัพย์ ไม่ใช่ราคาที่ตกลงซื้อขายกัน
ขั้นที่สอง หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามจำนวนปีที่ถือครอง ตามอัตราที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา
- ถือครอง 1 ปี หักร้อยละ 92
- 2 ปี หักร้อยละ 84
- 3 ปี หักร้อยละ 77
- 4 ปี หักร้อยละ 71
- 5 ปี หักร้อยละ 65
- 6 ปี หักร้อยละ 60
- 7 ปี หักร้อยละ 55
- 8 ปีขึ้นไป หักร้อยละ 50
ขั้นที่สาม หารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง เพื่อให้ได้เงินได้เฉลี่ยต่อปี
ขั้นที่สี่ คำนวณภาษีจากตัวเลขต่อปีนั้นตามอัตราภาษีเงินได้
ขั้นที่ห้า คูณกลับด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์คือภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายในวันโอน
ข้อสำคัญคือ ถ้าถือครองเกินสิบปี ให้นับเพียงสิบปี
และการนับปีนับตามปีปฏิทิน ไม่ใช่นับครบรอบวัน ซึ่งแปลว่าบ้านที่ได้มาปลายเดือนธันวาคมแล้วขายต้นเดือนมกราคม นับเป็นสองปีถือครอง
รายละเอียดนี้เปลี่ยนตัวเลขได้จริง และเป็นเหตุผลที่การเลื่อนวันโอนข้ามปีบางครั้งช่วยได้
สำหรับคนที่ไม่อยากคำนวณเอง กรมสรรพากรมีระบบคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้บนเว็บไซต์ของกรม ซึ่งเป็นตัวเลขจากต้นทาง ไม่ใช่ตัวเลขจากบทความ
และสำหรับผู้ขายที่เป็นนิติบุคคล วิธีคิดต่างออกไป โดยหักในอัตราร้อยละ 1 ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ก้อนที่สี่ ค่าจดทะเบียนจำนอง
ถ้าผู้ซื้อกู้ธนาคาร วันโอนจะมีการจดทะเบียนจำนองต่อจากการโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกัน
อัตราคือร้อยละ 1 ของวงเงินจำนอง โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกินสองแสนบาท
ตัวเลขที่ใช้คือวงเงินจำนอง ไม่ใช่ราคาบ้าน และไม่ใช่ราคาประเมิน
เพราะฉะนั้นคนที่กู้น้อยกว่าราคาบ้านมาก จะจ่ายส่วนนี้น้อยกว่าที่คาดไว้
มาตรการลดค่าธรรมเนียมของรัฐที่กล่าวถึงข้างต้น มักครอบคลุมค่าจดจำนองด้วย จึงควรถามพร้อมกันทีเดียว
ค่าเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครพูดถึง แต่ต้องมีเงินสดติดตัว
ยอดใหญ่สี่ก้อนข้างต้นคือเกือบทั้งหมดของค่าใช้จ่าย แต่ยังมีรายการเล็ก ๆ ที่ต้องจ่ายหน้าเคาน์เตอร์
- ค่าคำขอและค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ซึ่งเป็นหลักสิบบาท
- ค่าอากรและค่าธรรมเนียมของหนังสือมอบอำนาจ ถ้าไม่ได้ไปเอง
- ค่าถ่ายเอกสารและค่ารับรองสำเนา ซึ่งเล็กน้อยแต่ต้องใช้เงินสด
รายการเหล่านี้รวมกันไม่มาก แต่เป็นเหตุผลที่ควรพกเงินสดติดตัวไปด้วย ไม่ใช่ไปมือเปล่าโดยคิดว่าจ่ายด้วยแคชเชียร์เช็คได้ทุกอย่าง
ใครจ่ายอะไร เป็นเรื่องตกลงกัน ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย
ข้อนี้ทำให้คนทะเลาะกันหน้าเคาน์เตอร์บ่อยที่สุด
ตามธรรมเนียมในตลาด ค่าธรรมเนียมโอนมักแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกับภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาระของผู้ขาย และค่าจดจำนองเป็นภาระของผู้ซื้อ
แต่ธรรมเนียมไม่ใช่กฎหมาย และคู่สัญญาตกลงเป็นอย่างอื่นได้ทั้งหมด
สิ่งที่ควรทำคือเขียนลงในสัญญาจะซื้อจะขายให้ชัดว่าใครจ่ายรายการไหน โดยระบุชื่อรายการตรง ๆ ไม่ใช่เขียนว่าค่าใช้จ่ายวันโอนแบ่งกันคนละครึ่ง
เพราะคำว่าค่าใช้จ่ายวันโอนไม่ได้มีความหมายเดียวกันสำหรับทุกคน และในวันนั้นก็ไม่มีเวลาถกเถียงกัน
เรื่องนี้อยู่ในชุดเดียวกับสิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อขายเอง ซึ่งอธิบายไว้ในขายบ้านเองไม่ผ่านนายหน้า ต้องทำอะไรบ้างให้ครบ
สามอย่างที่ทำให้ตัวเลขที่คำนวณไว้คลาดเคลื่อน
ราคาประเมินรอบใหม่ ราคาประเมินทุนทรัพย์มีการปรับปรุงเป็นรอบ และถ้าวันโอนคาบเกี่ยวกับรอบใหม่ ตัวเลขที่คำนวณไว้ล่วงหน้าจะเปลี่ยน
วิธีป้องกันคือขอทราบราคาประเมินของแปลงนั้นจากสำนักงานที่ดินก่อนวันโอนไม่นาน แทนที่จะใช้ตัวเลขที่จำมาจากปีก่อน
เจ้าของหลายคน ถ้าที่ดินมีเจ้าของร่วมหลายคน การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจะแยกตามส่วนของแต่ละคน ซึ่งให้ผลรวมต่างจากการคำนวณเป็นก้อนเดียว
เรื่องกรรมสิทธิ์รวมและผลของมัน อธิบายไว้ในบ้านสองหลังในโฉนดเดียว ทำได้ไหม และจะแบ่งกันตอนไหน
ราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมิน ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์คิดจากจำนวนที่สูงกว่าระหว่างสองราคา ในขณะที่ค่าธรรมเนียมโอนและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคิดจากราคาประเมิน
เพราะฉะนั้นในดีลที่ราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมินมาก สองก้อนนี้จะโตกว่าที่คิด
สิ่งที่ควรทำก่อนถึงวันโอน
ขอทราบราคาประเมินทุนทรัพย์ของแปลงนั้น จากสำนักงานที่ดินที่โฉนดอยู่ เพราะทุกอย่างเริ่มจากตัวเลขนี้
ตรวจว่าผู้ขายมีชื่อในทะเบียนบ้านนานเท่าไร เพราะเกินหนึ่งปีหรือไม่เกิน เปลี่ยนภาษีก้อนที่สองทั้งก้อน
นับปีถือครองตามปีปฏิทิน และดูว่าการเลื่อนวันโอนข้ามปีจะเปลี่ยนตัวเลขหรือไม่
ถามธนาคารว่าวงเงินจำนองที่จะจดคือเท่าไร เพราะค่าจดจำนองคิดจากตัวเลขนั้น
ถามสำนักงานที่ดินว่ามาตรการลดค่าธรรมเนียมใดใช้อยู่ในวันนั้น และทรัพย์ของคุณเข้าเงื่อนไขหรือไม่
เขียนในสัญญาให้ชัดว่าใครจ่ายรายการไหน ทีละรายการ ไม่ใช่เขียนรวม ๆ
หกข้อนี้ใช้เวลารวมกันไม่ถึงครึ่งวัน และทำให้ตัวเลขที่คำนวณไว้ล่วงหน้าใกล้เคียงกับที่จ่ายจริงมาก
คำถามที่พบบ่อย
ค่าโอนบ้านคิดจากราคาที่ซื้อขายกันหรือราคาประเมิน
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์ ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์คิดจากราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ทำไมบางคนเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ บางคนเสียอากรแสตมป์
เพราะเสียเพียงอย่างเดียว ถ้าขายภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาจะเข้าเกณฑ์ภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 แต่ถ้าผู้ขายมีชื่อในทะเบียนบ้านหลังนั้นเกินหนึ่งปีก็ไม่เข้าเกณฑ์ และเสียอากรแสตมป์ร้อยละ 0.5 แทน
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคิดอย่างไร
ตั้งต้นจากราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามจำนวนปีถือครอง หารด้วยจำนวนปี คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ แล้วคูณกลับด้วยจำนวนปี โดยถือครองเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปี
ปีถือครองนับอย่างไร
นับตามปีปฏิทิน ไม่ใช่นับครบรอบวัน ดังนั้นทรัพย์ที่ได้มาปลายเดือนธันวาคมแล้วขายต้นเดือนมกราคม จะนับเป็นสองปี
ค่าจดจำนองคิดจากอะไร
คิดร้อยละ 1 ของวงเงินจำนอง สูงสุดไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่กู้จริง ไม่ใช่ราคาบ้านและไม่ใช่ราคาประเมิน
ผู้ซื้อกับผู้ขายต้องแบ่งค่าใช้จ่ายอย่างไร
กฎหมายไม่ได้บังคับ เป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ทั้งหมด ธรรมเนียมในตลาดคือแบ่งค่าธรรมเนียมโอนคนละครึ่ง ภาษีเป็นของผู้ขาย และค่าจดจำนองเป็นของผู้ซื้อ แต่ควรระบุเป็นรายการในสัญญา ไม่ใช่เขียนรวมว่าแบ่งกันคนละครึ่ง
สรุป
- ค่าใช้จ่ายวันโอนมีสี่ก้อน และสามก้อนแรกตั้งต้นจากราคาประเมิน ไม่ใช่ราคาที่ตกลงกัน
- ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนอัตราปกติร้อยละ 2 ของราคาประเมิน
- ภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 กับอากรแสตมป์ร้อยละ 0.5 เสียเพียงอย่างเดียว
- มีชื่อในทะเบียนบ้านเกินหนึ่งปี ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้ขายภายในห้าปี
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายหักค่าใช้จ่ายเหมาตามปีถือครอง แล้วหารและคูณกลับด้วยจำนวนปี
- ถือครองเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปี และนับตามปีปฏิทิน
- ค่าจดจำนองร้อยละ 1 ของวงเงินกู้ สูงสุดสองแสนบาท
- มาตรการลดค่าธรรมเนียมของรัฐมีเป็นช่วง ต้องถามว่าใช้อยู่ในวันที่จะโอนหรือไม่
- ใครจ่ายอะไรเป็นเรื่องตกลงกัน จึงควรเขียนเป็นรายการในสัญญาจะซื้อจะขาย